สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ในเบื้องต้น ผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานและการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่ง การจัดเก็บ ส่วนอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบต่อมา ได้แก่ การท่องเที่ยว การบิน
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อยาวนานต่อเนื่อง ถึงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และภาคบริการ ภัตตาคาร ร้านอาหารในวงกว้าง โดยทฤษฎี หากวิกฤติยืดเยื้อยาวนานมากกว่า 3 เดือน ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และภาคบริการ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ก็จะเริ่มรับรู้ผลกระทบ เนื่องจาก ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และภาคบริการ ภัตตาคาร ร้านอาหาร เป็นส่วนปลายของห่วงโซ่ของธุรกิจสู่ผู้บริโภค
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และภาคบริการ ภัตตาคาร ร้านอาหาร หลักๆ
1.วิกฤติน้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง (Energy Crisis)
Scenario Planning ต้องมี : ทำแผนรับมือราคาน้ำมัน 3 ระดับ (Base/High/Extreme) ประเมินล่วงหน้าเลยว่า ถ้าราคาน้ำมันจาก 30 บาทต่อลิตร ขึ้นไปเป็น 40 บาทต่อลิตร หรือเลวร้ายสุด มากกว่า 50 บาทต่อลิตร แผน A แผน B แผน C ต้องมีและพร้อมปฏิบัติ
ค่าไฟ (Ft) : เมื่อราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันพุ่ง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เตรียมตัวรับมือค่าไฟงวดใหม่ที่อาจขยับตัวสูงขึ้น
2.เงินเฟ้อมาตามนัด-สินค้าก็จะแพงขึ้นยกแผง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าหากราคาน้ำมันดิบยืนสูงต่อเนื่องทุกๆ $10 จะดันให้อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้น 0.4-0.5% เมื่อน้ำมันแพง ค่าขนส่งสินค้าและอาหารก็ปรับขึ้น ทำให้ของกินของใช้ในตลาดแพงขึ้นตามตัว ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่งและค่าครองชีพจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้
3.สินค้าจะขาดสต็อก เนื่องจาก Supply Chain Shock อย่างรุนแรง
ต้นทุนสินค้าพุ่งสูง (Cost-Push Inflation): ราคาน้ำมันที่ผันผวนจะทำให้ค่าขนส่ง (Logistics) ทั้งในและต่างประเทศแพงขึ้น นอกจากนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือปัญหาในทะเลแดงจะบังคับให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งนานขึ้นและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น การชะงักงันของการขนส่งอาจทำให้สินค้าบางประเภทขาดสต็อก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่นำเข้าหรือมีส่วนประกอบจากต่างประเทศ
4.กำลังซื้อหดตัว เมื่อคนต้องจ่ายค่าน้ำมันและค่าครองชีพแพงขึ้น การใช้จ่ายในประเทศจะลดลง สภาพัฒน์ฯ กางฉากทัศน์ว่า สงครามที่ยืดเยื้ออาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตลดลงเหลือเพียง 1.3-1.6% (จากเดิมที่คาดไว้ 2%) โดยมีปัจจัยหลักมาจาก “ต้นทุนที่พุ่งสูง” และ “กำลังซื้อที่หดตัว”
หากความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานเป็นเดือน ธุรกิจจะต้องปรับตัวอย่างไร
1.จริงจังกับการบริหารสต็อกโดยใช้ หลักการของพาเลโต (Pareto Principle) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กฎ 80/20 คือกลยุทธ์ที่เน้นการให้ความสำคัญกับสินค้าส่วนน้อยที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและลดต้นทุน
2.ได้เวลา “ตัดหางปล่อยวัด” เลิกขายสินค้า SKU หางแถว ที่ Margin ต่ำและกินพื้นที่จัดเก็บ/ขนส่ง โฟกัสแค่ Hero SKU
3.ถ้าน้ำมันแพง รัฐบาลต้องประกาศควบคุมราคาสินค้าอย่างแน่นอน ให้ขายสินค้า Value/Family Pack : ลูกค้าจะเริ่มซื้อตุนเพื่อประหยัด ให้งัดไซส์ใหญ่เหมาโหลมาทำราคา Cost-per-unit ให้จูงใจ
4.Gross margin ไม่สำคัญเท่า Return on Inventory นี่คือมุมมองที่แหลมคมมากในเชิงบริหารธุรกิจ เพราะ Gross Margin (กำไรขั้นต้น) บอกแค่ว่าเราขายของได้กำไรต่อชิ้นเท่าไหร่ แต่ไม่ได้บอกว่าเรา “รวยขึ้นจริงไหม” เมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป การโฟกัสที่ Return on Inventory (หรือมักใช้ตัวบ่งชี้อย่าง GMROI - Gross Margin Return on Investment) คือการดูว่า “เงิน 1 บาทที่จมอยู่ในสต็อก สร้างกำไรกลับมาให้เรากี่บาท”
จากสูตร GMROI แม้สินค้าจะมี Margin ต่ำเตี้ยจนน่าใจหาย แต่ถ้ามันขายออกไว (High Turnover) จะช่วยทำให้เงินก้อนเดิมหมุนกลับมาสร้างกำไรซ้ำๆ จนแซงหน้าสินค้าที่กำไรต่อชิ้นสูงแต่จมอยู่นานขานไม่ออก
การประยุกต์ใช้กับหลักพาเลโต (80/20)
เมื่อคุณนำแนวคิด “Return on Inventory” มาจับคู่กับหลักพาเลโต คุณจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า
กลุ่ม A (Star) : คือกลุ่มที่ Margin อาจจะกลางๆ แต่ Turnover สูงมาก จนสร้าง GMROI มหาศาล
กลุ่ม C (Dog) : มักจะเป็นสินค้าที่ Margin สูง (เพราะเราไม่อยากลดราคา) แต่ไม่มีใครซื้อ จนกลายเป็นขยะในโกดัง
กลยุทธ์ที่ควรทำ
1.ลดสต็อกกลุ่มที่ GMROI ต่ำ ต่อให้ Margin ดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่เดิน ต้องโละเพื่อเอาเงินสดกลับมา
2.เพิ่มประสิทธิภาพกลุ่มที่ GMROI สูง เติมของอย่าให้ขาด เพราะทุกวันที่ของว่าง คือวันที่คุณเสียโอกาสในการหมุนเงิน
3.Logistics Optimization: ราคาน้ำมันแพงขึ้น นั่นก็หมายถึงค่าขนส่งก็ต้องขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมีสาขามาก จะบริหารเส้นทางขนส่งและการจัดส่งอย่างไรให้คุ้มค่าและหาสมดุล จะ Drop Size ลด Frequency การส่งของ หรือ รวมเที่ยววิ่งให้คุ้มที่สุด เป็นต้น
4.One way delivery เพราะน้ำมันแพง การขนส่งจึงต้องคำนึงถึงต้นทุนละประสิทธิภาพ สินค้าที่ส่งจาก DC ไปสาขา ให้จบที่สาขา ไม่มีการนำกลับเข้า DC เพราะกระจายไปสาขาอื่นต่อ
5.Foreign Exchange Risk & Hedging เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทก็จะอ่อนกระทบต้นทุนนำเข้าสำหรับร้านค้าที่มีการนำเข้า House Brand หรือ นำเข้าวัตถุดิบ (เช่น พลาสติก กาแฟ โกโก้) รีบล็อกราคาล่วงหน้า หรือหา Local Sourcing มาเป็นทางรอดอีกทาง
6.เชื่อมั่นใน ปรัชญา สโตอิก (Stoicism) ให้ปล่อยวางสิ่งที่คุณกำหนดไม่ได้ เพื่อไปโฟกัสในสิ่งที่คุณทำได้ จะเห็นว่า ผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งที่เรากำหนดหรือควบคุมไม่ได้ นับตั้งแต่ วิกฤติน้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง, เงินเฟ้อจะมาตามนัด-สินค้าก็จะแพงขึ้นยกแผง, สินค้าจะขาดสต็อก เนื่องจาก Supply Chain Shock อย่างรุนแรง และ กำลังซื้อหดตัว ก็ให้ปล่อยวาง แล้วมาโฟกัสกับสิ่งที่เรากำหนดได้ 6 ข้อข้างต้น จะดีกว่าไหม ?
บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด (เขียนโดย ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์)





