วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

เอสเอ็มอีกับการบริหารตามหลักเศรษฐศาสตร์

เอสเอ็มอีกับการบริหารตามหลักเศรษฐศาสตร์

ในแวดวงธุรกิจปัจจุบัน คำศัพท์ที่เกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในแง่ของการใช้ตัวเลขและสถิติเพื่อชี้บอกสภาวะของการค้าขาย การทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือการบ่งชี้สภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ซึ่งสื่อไปถึงความสามารถในการทำธุรกิจโดยรวมของแต่ละประเทศ

คำศัพท์ เช่น จีดีพี (GDP) อัตราเงินเฟ้อ อัตราการจ้างงาน อัตราการว่างงาน รายได้ประชาชาติ การขาดดุลการค้า ฯลฯ ต่างมีความหมายที่สะท้อนสภาวะโดยรวมในระดับประเทศ จนกระทั่งเอสเอ็มอีบางส่วนต่างเห็นว่า เป็นเรื่องไกลตัว จับต้องได้ยาก จึงไม่ได้ให้ความสนใจติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูล สถิติ และการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขเหล่านี้

เนื่องจากเศรษฐศาสตร์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การอธิบายถึงภาพใหญ่ระดับประเทศ ที่เรียกกันว่า “เศรษฐศาสตร์มหภาค” และยังมีหลักเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสะท้อนสภาวะในระดับย่อยลงมา เช่น ระดับอุตสาหกรรม และระดับธุรกิจ ซึ่งมีสาระสำคัญที่แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศโดยสิ้นเชิง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งรายใหญ่และรายย่อย จะศึกษาและนำมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเองได้ ซึ่งเรียกว่า “เศรษฐศาสตร์จุลภาค”

หลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในระดับเอสเอ็มอี ที่ต้องมีความเข้าใจในเบื้องต้นได้แก่ สภาวะของการทำธุรกิจที่มีผู้เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย ได้แก่ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าหรือบริการ และกลุ่มผู้บริโภคที่ยินดีใช้จ่ายเพื่อแลกกับการได้สินค้าหรือบริการที่ต้องการ และพฤติกรรมของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่ายนี้ จะมีปฏิกิริยาต่อกันและกันโดยเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากผู้เกี่ยวข้องมีพื้นฐานความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล

แน่นอนว่า เอสเอ็มอี เป็นกลุ่มที่อยู่ในฝ่ายของผู้ผลิต และลูกค้าหรือผู้ใช้บริการของเราก็คือผู้ที่อยู่ในกลุ่มของผู้บริโภค

พฤติกรรมเชิงเศรษฐศาสตร์ขั้นต้นที่สุด คือเรื่องของสถานการณ์เมื่อเกิด “การขาดแคลน” เช่นกรณีที่ผู้ผลิตพบว่าตนเองขาดทรัพยากร (เช่น เงินทุน วัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร) หรือมีสินค้า ไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จะบังคับให้ฝ่ายผู้ผลิต ต้องตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อมาแก้ไขสถานการณ์ และในการตัดสินใจนี้ วิชาเศรษฐศาสตร์ จะบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ทำให้เกิด “ต้นทุนค่าเสียโอกาส”

ความเข้าใจเกี่ยวกับ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” จะนำไปสู่วิธีคิดเพื่อให้การตัดสินใจของเจ้าของหรือผู้บริหารเกิดความคุ้มค่ามากที่สุดต่อธุรกิจ โดยมีแนวคิดที่ว่า เมื่อตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างไปแล้ว เราจะเสียโอกาสที่ไม่ได้เลือกสิ่งอื่นๆ ที่เหลือ

ค่าต้นทุนค่าเสียโอกาส จะมีค่าเทียบเท่ากับมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราไม่ได้เลือก

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีเงินจำกัดเพียง 100 บาท อยากได้ทั้ง พวงกุญแจทดแทนของเก่า หรือ หนังสือพ็อกเกตบุ๊กที่ต้องการอ่าน ถ้าตัดสินใจเลือกพวงกุญแจ ก็จะไม่ได้หนังสือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการเลือกพวงกุญแจ จะเท่ากับมูลค่าของหนังสือเล่มที่อยากได้ ซึ่งอาจพบว่าเมื่อได้มา มีค่าไม่เท่ากับการได้หนังสือ ก็เป็นได้

ท่านเจ้าของหรือผู้บริหารที่เคย “เสียของ” จากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่ได้เลือกทางเลือกที่พบว่าเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

ดังนั้น ต้นทุนค่าเสียโอกาส ก็คือต้นทุนทางบัญชี (ที่เกิดขึ้นจริง) รวมกับค่าตอบแทนจากโอกาสที่ซ่อนอยู่ในทางเลือกที่ไม่ได้ตัดสินใจเลือก นั่นเอง

เมื่อรู้หลักเศรษฐศาสตร์ข้อนี้ ผู้บริหารก็จะให้ความสนใจในการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจของตนเองทุกครั้ง!!??!!