วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘Private Label’ Market Size & Market Share 2026

‘Private Label’ Market Size & Market Share 2026

สินค้าภายใต้แบรนด์ของร้านค้า หรือที่เรามักเรียกกันง่ายๆ ว่า “แบรนด์ห้าง” ได้รับความนิยมและมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดค้าปลีกทั่วโลก ผู้บริโภคหันมาเลือกสินค้าภายใต้แบรนด์ของห้างฯ มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ย่อมเยา คุณภาพที่ดีขึ้น และความหลากหลายของสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น

บทความนี้จะสำรวจส่วนแบ่งทางการตลาดและขนาดของตลาดสินค้าภายใต้แบรนด์ของห้างฯ โดยวิเคราะห์แนวโน้มที่สำคัญ ปัจจัยการเติบโต และการคาดการณ์ในอนาคต

Private Label Market Size Europe 2026

“ยุโรป” มีส่วนแบ่งการตลาดสินค้าแบรนด์ของร้านค้าเอง (Private Label) สูงที่สุดในโลก โดยหลายประเทศมีอัตราการเจาะตลาดสินค้าแบรนด์ของร้านค้าเองสูงกว่า 30% ของยอดขายค้าปลีกทั้งหมด 

จากข้อมูลของ PLMA International และ Statista สินค้าแบรนด์ของร้านค้าเองยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจค้าปลีกของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือน

‘Private Label’ Market Size & Market Share 2026

Case Study กรณีร้านค้า EDIKA ในประเทศเยอรมนี

ผู้ค้าปลีกสินค้า Private Label ในประเทศเยอรมนี เริ่มมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จากในอดีตที่เป็นเพียงสินค้าลอกเลียนแบบสินค้าแบรนด์ชั้นนำ แต่ปัจจุบันสินค้า Private Label ได้การตอบรับมากขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์โดยร้านค้าเอง และพัฒนาตัวขึ้นเป็นยี่ห้อที่คุ้นเคยเรื่อยๆ อีกทั้งเริ่มมีการพัฒนาสินค้า Private Label แบบหรูขึ้นมา และสามารถแข่งขันกับสินค้าแบรนด์ชั้นนำได้เลย 

ในเวลาเดียวกันผู้ค้าปลีกก็ยังสามารถทำกำไรกับ Private Label ได้มากกว่าสินค้าแบรนด์อื่นๆ เพราะ Private Label เหล่านี้มีต้นทุนต่ำกว่าแบรนด์ดังๆ (Brand Leader) และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ทำให้ราคาสินค้าต่ำกว่าเกือบ 30% 

จากข้อมูลการสำรวจของ GfK พบว่าราคาโดยเฉลี่ยสินค้า Private Label ของ EDIKA จะมีราคาถูกกว่าสินค้าที่มีแบรนด์ถึงประมาณ 45.5% และนอกจากจะมีราคาที่ถูกกว่าแล้ว ยังมีคุณภาพดีด้วย 

จากข้อมูลของสมาคม Stiftung Warentest (ตรวจสอบสินค้า) เปิดเผยว่า สินค้า Private Label ของ EDIKA กว่า 1,400 รายการ ที่สมาคมฯ ตรวจสอบใน 25 ครั้ง พบว่าสินค้า Private Label ของ EDIKA ได้เกรดโดยเฉลี่ยที่ 2.7 ซึ่งใกล้เคียงกับสินค้าแบรนด์ชั้นนำที่ได้เกรดเฉลี่ยที่ 2.8 (ในเยอรมนี เกรด 1.0 คือ ดีที่สุด และเกรด 5.0 คือ แย่ที่สุด)

สำหรับปัจจัยที่กระตุ้นให้สินค้า Private Label ในเยอรมนีได้รับความนิยมสูง คือ ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และเงินเฟ้อสูงทำให้อำนาจเงินในมือของผู้บริโภคต่ำลง ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องรัดเข็มขัด และเลือกเปิดใช้ให้กับสินค้าที่ราคาถูกลง เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีตลอดทั้งปี 2022 ขยับขึ้นแตะระดับ 7.9% สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 70 ปี

แต่อีกหนึ่งปัจจัยคือ การควบคุมคุณภาพของสินค้าโดยร้านค้าปลีก ซึ่งร้าน EDEKA ในเยอรมนี สามารถควบคุมคุณภาพได้ไม่ต่างกับสินค้าของแบรนด์ใหญ่ และเลือกใช้การโฆษณาที่เข้าใจง่าย และตรงจุด จึงทำให้ประสบความสำเร็จ

Why Is Private Label Growing in Europe?

ปัจจัยหลักๆ ที่ผลักดันให้ Private Label ในยุโรปเติบโตมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ

1.นวัตกรรมที่นำโดยผู้ค้าปลีก  ซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปกำลังขยายและปรับปรุงสายผลิตภัณฑ์แบรนด์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักมีคุณภาพเทียบเท่าหรือเหนือกว่าแบรนด์ระดับประเทศ

2.การขยายตัวของดิสเคาน์ซูเปอร์มาร์เก็ต  Aldi (อัลดี) และ (Lidl) ลิเดิล มีบทบาทสำคัญในการทำให้สินค้าแบรนด์ของตนเองกลายเป็นตัวเลือกหลักในตลาดหลายแห่งในยุโรป

3.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความอ่อนไหวต่อราคา  ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อได้ผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปหาตัวเลือกสินค้าแบรนด์ของร้านค้าเองที่มีราคาไม่แพงแต่คุณภาพสูง

4.ความยั่งยืนและการยกระดับคุณภาพ ผู้ค้าปลีกในยุโรปหลายรายกำลังเปิดตัวสินค้าแบรนด์ของตนเองที่เป็นออร์แกนิก วีแกน และยั่งยืน เพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Private Label Market in USA & Asia

ในสหรัฐ สินค้าแบรนด์ของห้างเองก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน โดย บริษัท NielsenIQ  ผู้นำด้านการวิจัยตลาดผู้บริโภค รายงานว่าสินค้าแบรนด์ของร้านค้าคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทั้งหมด ในแคนาดา สินค้าแบรนด์ของร้านค้าเองกำลังเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะในร้านค้าปลีกแบบดิสเคาน์สโตร์ และร้านค้าส่ง

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของสินค้าแบรนด์ของร้านค้าเองในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30-40% ของยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทั้งหมด จากข้อมูล NielsenIQ โดยเฉลี่ยทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียคิดเป็นสัดส่วน 24.9% ของยอดขายสินค้า FMCG ขณะที่ สัดส่วน Private Label ในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.5% ของยอดขายสินค้า FMCG เท่านั้น นับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Growth Drivers Private Label in Thailand

1.การเพิ่มการลงทุนของผู้ค้าปลีก  เครือซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำต่างลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาสินค้าแบรนด์ของตนเอง ขยายสายผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างกลยุทธ์การสร้างแบรนด์

2.ความต้องการของผู้บริโภค  การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นไปที่ราคาที่เหมาะสมและคุณภาพ กำลังผลักดันให้เกิดการนำสินค้าแบรนด์ของร้านค้ามาใช้มากขึ้น

3.การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ เช่น Makro, Lotus และ Tops กำลังผสานกลยุทธ์สินค้าแบรนด์ของตนเองเพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่คำนึงถึงราคา

4.ความยั่งยืนและนวัตกรรม แบรนด์สินค้าภายใต้ชื่อของตนเองจำนวนมากกำลังมุ่งเน้นไปที่บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ส่วนผสมออร์แกนิก และสูตรผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตนเอง