วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ดัชนี RSI เดือน ธ.ค. ลด 1.1 ‘ต่ำสุด’ ธ.ค. รอบ 4 ปี ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับลดลง 13.5 จุด

ดัชนี RSI เดือน ธ.ค. ลด 1.1 ‘ต่ำสุด’ ธ.ค. รอบ 4 ปี ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับลดลง 13.5 จุด

ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ธ.ค.2568 ลดลง 1.1 จุด เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.

ขณะที่ ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จและความถี่ในการใช้บริการคงที่ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มขึ้นจากบรรยากาศการกระตุ้นความสนุกสนานรื่นเริงช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ และภาคใต้เพิ่มขึ้นจากการจับจ่ายสินค้าเพื่อซ่อมแซมหลังน้ำท่วมใหญ่ ภาคเหนือ-ภาคกลางทรงตัว ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลงมาก ร้านค้าประเภทจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อยอดขายลดลง ขณะที่ร้านค้าประเภทอื่นๆ อย่าง ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ภัตตาคาร/ร้านอาหารเชนใหญ่ และร้านค้าวัสดุก่อสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น

ปัจจัยหลักในการปรับตัวลดลงของดัชนี RSI เดือน ธ.ค.

เบื้องต้น ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าการยุบสภาน่าจะเกิดขึ้นในราวปลายเดือน ม.ค.2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก Growth drivers ใน ไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ประกอบด้วย

1.โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 

2.โครงการ “ช้อปดีมีคืน” (Easy E-Receipt)

3.การเร่งรัดการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐซึ่งมีอยู่ราว 8 แสนกว่าล้านบาท

4.การท่องเที่ยว

5.เงินหมุนเวียนจากการเลือกตั้ง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและยอดขายค้าปลีก-ค้าส่งและการบริการในไตรมาส 4 ปี 2568 ต่อเนื่อง ถึงไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 1-3%

พลันที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดหมาย ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก Growth drivers ปลายปี 2568 ภาคธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและการบริการก็กลายเป็นหมัน! ฝันสลายไปฉับพลัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยข้อจำกัด รัฐธรรมนูญปี 2560 ห้ามรัฐบาลรักษาการอนุมัติโครงการใหม่ๆ อะไร รวมถึงโครงการที่จะไปผูกพันถึงรัฐบาลหน้า

สอดคล้องกับ ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับลดลง 13.5 จุด จาก 61.8 จุด มาอยู่ที่ 49.3 จุด ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง อยู่หลายประการ

1.หากการรบระหว่างไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นอีกรอบ การเลือกตั้งก็อาจไม่สามารถดำเนินการได้ ในวันที่ 8 ก.พ.2569

2.กำลังซื้อที่อ่อนล้าจำเป็นที่ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องก็จะยิ่งอ่อนแอลง ในระยะยาวจะยิ่งแก้ไขได้ยาก

3.คาดว่า ผลการเลือกตั้ง (ถ้าไม่มีเหตุการณ์ต้องเลื่อน) จะทราบช่วงปลายเดือน ก.พ. หรืออย่างช้าสุดต้นเดือน เม.ย.2569 หากต้องมีการเลื่อนวันเลือกตั้ง โอกาสความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จอาจลากยาวไปถึงเดือน พ.ย.2569

4.ยิ่งการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ รัฐบาลจะยิ่งกลายเป็นเป็ดง่อย Lame Duck รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการดำเนินโครงการเศรษฐกิจใหม่ๆ ได้ การลงทุนใหม่ๆ ก็คงไม่เกิด

5.ขณะที่รัฐบาลชุดถัดไปก็จะมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจเติบโตช้า มีโอกาสที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะเกิน 70% ที่กฎหมายงบประมาณกำหนดไว้

ภาพรวมเดือน ธ.ค.2568 เป็นอย่างไร

เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน ธ.ค.2568 ต่อเดือน พ.ย.2568 เราจะพบว่า

SSSG (MoM) ปรับจาก 58.6 จุด ไปที่ 61.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.2 จุด

Spending Per Bill ปรับจาก 61.8 จุด ไปที่ 54.9 จุด ลดลง 6.9 จุด

Frequency of Shopping ปรับจาก 54.6 จุด ไปที่ 54.9 จุด เพิ่มขึ้น 0.3 จุด

ผลจาก SSSG (MoM) เพิ่มขึ้น 3.2 จุด สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ปีเดียวกัน (2568) เพิ่มขึ้นเพียง 3.2 จุด นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่ต่ำมาก สะท้อนให้เห็นว่า หากเทียบกับเดือน ธ.ค.2567 ยอดขายอาจลดลงถึงเกือบ 7-10%

ขณะที่ Spending Per Bill ลดลงถึง 6.9 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ส่วน Frequency of Shopping เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 จุด ยิ่งสะท้อนถึงความถี่ในการจับจ่ายลดลง ทั้งๆ ที่ โดยทั่วไป ความถี่ในการจับจ่ายในเดือน ธ.ค.ควรต้องสูงกว่าเดือน พ.ย.มาก นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและน่ากังวล

เหตุผลที่ดัชนีเดือน ธ.ค.ลดลง เทียบ พ.ย.

- SHOCK State! ภาวะช็อก! จากข่าวการประกาศยุบสภาเร็วกว่าคาดหมาย ทำให้การตั้งใจในการจับจ่ายของผู้บริโภคหยุดชะงัก

- เป็นช่วงปลายของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ปริมาณการใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ค่อนข้างมาก

- ผลจากแรงโหมกระหน่ำธุรกิจสร้างบรรยากาศ “เทศกาลส่งความสุขปลายปี” ส่งผลต่อยอดขายห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารเชนใหญ่ชัดเจน

- การเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐ ส่งผลต่อยอดขายร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น

- แม้บรรยากาศเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีและต้อนรับปีใหม่ครึกครื้นตลอดเดือน ธ.ค. แต่พฤติกรรมการจับจ่ายกลับเป็นไปอย่างระมัดระวัง

กล่าวโดยสรุป

ในปี 2568 ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและภัตตาคาร/ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น แรงกดดันจากสงครามทางการค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคายังคงสูง อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปซื้อสินค้าที่ราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น และรอโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้หลายธุรกิจต้องจัดโปรโมชั่นเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยพยุงยอดขายได้บ้างในช่วงปลายปี แต่ภาพรวมปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่เปราะบาง จึงควรอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ในปี 2569 อย่างใกล้ชิด