วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

กลับมาคิดใหม่ กับแนวคิด ‘นวัตกรรม’

เศรษฐกิจโดยรวมในระดับโลกจะมีพฤติกรรมเป็นวัฏจักรขึ้นลงเป็นปกติธรรมดา เมื่อระบบเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงจนถึงระดับหนึ่ง มันก็จะปรับตัวไปสู่ขาขึ้นตามธรรมชาติของมัน

นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มในช่วงเกือบ 100 ปี ที่ผ่านมา จนถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2025 นี้ มีความเชื่อว่า ปัจจัยหนึ่งที่จะมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจสู่ขาขึ้นได้ก็คือ “การทำลายที่สร้างสรรค์”

หมายถึงว่า การสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อมาทดแทนสิ่งที่มีอยู่ใช้อยู่ในทุกๆ วันนี้ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการซื้อขายและการบริโภคของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของระบบเศรษฐกิจได้โดยตรง

ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่จะชื่นชมและใฝ่หาสิ่งใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วไป มาเป็นเจ้าของให้ได้สักวันหนึ่งอยู่เสมอ

การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อมาสร้างหรือกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค มักจะถูกเรียกว่า “นวัตกรรม”

โดยทั่วไปแล้ว “นวัตกรรม” จะต้องหมายถึงสิ่งที่ถูก “สร้าง” ขึ้นมาใหม่โดยมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ “จับต้องได้” เพื่อทำให้วิถีการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปใหม่จากแบบที่เคยเป็นอยู่และมีความสะดวกสบายคุ้มค่ามากขึ้น

แต่หลายครั้ง ที่จะมีการกล่าวถึง “นวัตกรรม” ที่ยังอยู่ในเชิง “ความคิด” ที่ยังไม่สามารถจับต้องได้ แต่คาดการณ์ว่าอาจเป็นรูปธรรมจริงขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งที่ถูกต้องควรจะเรียกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” มากกว่าเรียกว่าเป็น “นวัตกรรม” เพราะมันอาจจะไปหยุดที่การเป็นเพียง “ความคิด” ไม่อาจสร้างสรรค์เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้จริง

อย่างไรก็ตาม “นวัตกรรม” ที่เป็นรูปธรรม ก็อาจสร้างขึ้นได้ใน 2 แนวทาง คือ “นวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี” และ “นวัตกรรมเชิงระบบ” ซึ่งอาจจะมีระดับของการ “จับต้องได้” มากน้อยแตกต่างกันในสายตามของผู้บริโภค

ยกตัวอย่างเช่น “โทรศัพท์มือถือ” ถือได้ว่าเป็น “นวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี” เพราะผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ มองเห็นได้ถึงรูปแบบ ลักษณะและสีสันที่แปลกตาและรู้สึกถูกใจ แต่ภายในเครื่องโทรศัพท์ ยังประกอบไปด้วย “นวัตกรรมเชิงระบบ” เช่น ระบบปฏิบัติการ ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการสื่อสารแบบไร้สาย ฯลฯ ที่ผู้บริโภคอาจให้ความสนใจน้อยกว่าสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้

หากจะคิดในระดับพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ หรือการประดิษฐ์ คำว่า “เทคโนโลยี” หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ เครื่องจักร หรือสิ่งของ ที่สามารถนำไปใช้งานได้ โดยทำให้ผลของการใช้งานที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว หรือแม่นยำมากขึ้น

ดังนั้น ที่มาของเทคโนโลยี จึงต้องเกิดจากทฤษฎีหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือสามารถสืบสาวไปได้ถึงพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เคมี ความร้อน แสง เสียง คลื่น ไปจนถึง อะตอม อิเล็กตรอน อนุภาคขนาดเล็ก และรังสีต่างๆ ที่ตามองเห็นได้และมองไม่เห็น รวมถึงสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ ฯลฯ

การสร้าง “นวัตกรรม” ที่มีค่าเชิงเศรษฐกิจ หรือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่สามารถนำไปซื้อขายได้ ในมุมมองของธุรกิจในระดับเอสเอ็มอี จึงมักจะเกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี นำเสนอสินค้าที่มีความแปลกใหม่กว่าสินค้าที่มีอยู่ใช้อยู่ในตลาดปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ วัสดุ การใช้งาน ประสิทธิภาพ ที่เหนือกว่า

ตลอดไปจนถึง การให้คุณประโยชน์หรืออรรถประโยชน์ที่สะท้อนถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติ รวมถึงเศษซากของสินค้าเมื่อหมดอายุใช้งานแล้ว เป็นต้น

แหล่งที่มาของ “ความคิดสร้างสรรค์” ที่จะนำไปสู่ “การสร้างสรรค์สินค้านวัตกรรม” ออกสู่ตลาด อาจได้มาจากความริเริ่มของเจ้าของธุรกิจ การค้นหาความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภค การแก้ไขปัญหาการใช้งานที่เกิดขึ้นกับสินค้าปัจจุบัน รวมถึง การตอบรับกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติและความการพัฒนาความยั่งยืนให้กับโลก

เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีไทย จึงควรเตรียมต้อนรับกับวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ของเศรษฐกิจด้วยการกลับมาคิดใหม่ที่เน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจของตนเองไว้ล่วงหน้าเสียแต่เนิ่น ๆ !!??!!