ในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้าสู่การปรับระบบอันเป็นผลมาจากผลของเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการปรับระบบการทำธุรกิจของตนเช่นกัน
โดยโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ก็คือกระแสของการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อโลกควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โลกให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลก การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม และการทำธุรกิจภายใต้กรอบของคุณธรรมและจริยธรรม
บทความในสัปดาห์นี้ จึงใคร่ขอนำเสนอแนวทางและทางเลือกสำหรับการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น
เริ่มต้นจากการปัดฝุ่นต่อยอด “โมเดลธุรกิจที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม” ที่เคยรู้จักกันในนามของ “ธุรกิจ CSR” มุ่งเน้นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจตามกิจวัตรปกติ เช่น การบริจาคเพื่อสังคม การดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการให้กับพนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายแรงงานและการจ้างงาน รวมไปถึงกิจกรรมที่แสดงถึงความห่วงใยต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การช่วยปลูกป่า หรือการช่วยเก็บขยะในทะเล ฯลฯ
หรือ “โมเดลธุรกิจสร้างคุณค่าร่วม” ที่มักเรียกสั้นๆ ว่า “โมเดลธุรกิจ CSV (Corporate Shared Values)” ที่ขยายผลจากการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยการ “ให้” ที่จะสร้างผลกระทบในระยะยาวต่อสังคม แทนการ “ให้” แบบเฉพาะกิจ ให้แล้วก็จบไป เช่น การให้ทุนการศึกษา การสนับสนุนสถาบันการศึกษา โรงพยาบาล การช่วยเหลือดูแลกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่อยู่ข้างหลัง หรือการสร้างพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมให้แก่ชาวบ้าน โดยเลือกกิจกรรมและการสนับสนุนที่สอดคล้องไปกับลักษณะหรือประเภทของการทำธุรกิจ
“โมเดลธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล (Good Governance)” มุ่งเน้นการทำธุรกิจที่เป็นไปตามกฎหมาย มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคหรือคู่ค้า ฯลฯ ซึ่งอาจต่อยอดไปถึงเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน การสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ การยอมรับเพศสภาพ รวมไปถึงการลดการเหลื่อมล้ำทางสังคม ฯลฯ
โดยภายหลังการทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะมีการประชาสัมพันธ์ในวงกว้างผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ และสามารถนำเทคโนโลยีและสื่อสังคมร่วมสมัยมาใช้ควบคู่กันไปเพื่อขยายผลและการรับรู้และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจในวงกว้าง
ส่วนที่จะทำให้ดูทันสมัยขึ้นมามากกว่า ได้แก่การเลือกโมเดลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “การพัฒนาความยั่งยืน” โมเดล “ธุรกิจสีเขียว” หรือ “ธุรกิจกรีน” ซึ่งเอสเอ็มอีอาจเลือกเน้นในกิจกรรมทางธุรกิจที่เหมาะสมกับประเภทของธุรกิจที่ประกอบการอยู่ เช่น
โมเดล “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” สำหรับเอสเอ็มอีภาคการผลิต เน้นการลดของเสียระหว่างการผลิต การลดการใช้พลังงานต่างๆ การลดความสิ้นเปลืองวัตถุดิบโดยเลือกใช้วัสดุทดแทนหรือวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ซ้ำหรือมาสร้างเป็นสินค้าอื่นที่เพิ่มคุณค่าสูงขึ้น โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมขึ้นภายในธุรกิจเอง
โมเดล “เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy)” เน้นการรวมกลุ่มความร่วมมือในการแบ่งปันการใช้วัตถุดิบที่มีเหลืออยู่ในสต็อกหรือไม่ใช้แล้ว การใช้เครื่องจักรที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ การกำจัดขยะและของเสียร่วมกัน การใช้ยานพาหนะหรือการขนส่งร่วมกัน ฯลฯ
โมเดล “วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)” สร้างธุรกิจที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อตอบแทนเจ้าของธุรกิจหรือผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจเพื่อแบ่งปันกำไรจากธุรกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่สังคม เช่น เป็นแหล่งสร้างงานของชุมชน การเผยแพร่วัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึง การทำธุรกิจการท่องเที่ยวที่เน้นการรักษาธรรมชาติ ฯลฯ
ความริเริ่มในการเลือกปรับแต่งธุรกิจเอสเอ็มอีในทิศทางที่เป็นอยู่ ให้สามารถพัฒนาไปตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคมและภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในขณะนี้
ล้วนเป็นความรับผิดชอบที่ปฏิเสธไม่ได้ของเจ้าของและผู้บริหารของธุรกิจที่จะต้องวางเข็มทิศอนาคตให้กับธุรกิจของตนเองเสียตั้งแต่วันนี้!!??!!





