วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

เดินหน้าการเมือง ‘เฉพาะกิจ’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘เฉพาะกาล’

เดินหน้าการเมือง ‘เฉพาะกิจ’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘เฉพาะกาล’

ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย) 

ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ส.ค.2568 เพิ่มขึ้น 8.2 จุด เทียบเดือน ก.ค.2568 โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ นับตั้งแต่ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จและความถี่ในการใช้บริการ รวมถึง เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคและทุกประเภทของร้านค้า ยกเว้นร้านค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง 

นอกจากนี้ ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้าก็ปรับเพิ่มขึ้น 6.6 จุด ยืนอยู่เหนือระดับที่ 50 ครั้งแรกในรอบ 8 เดือน สะท้อนถึงความมั่นใจ ของนักลงทุนและผู้ประกอบการ

การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นเดือน ส.ค. มาจากปัจจัยการเมืองล้วนๆ การเมืองมีแนวโน้มเข้าสู่โหมด “เฉพาะกิจ” หลังมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากหน้าที่ สัปดาห์ต่อมา ดัชนีหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้นทันที ตลาดหุ้นคึกคัก ผู้ประกอบการคลายความกังวล ความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศโล่งอก การเมืองไม่ถึงทางตัน! แต่จะเข้าสู่โหมด “เฉพาะกิจ” 4 เดือน เพื่อเตรียมสู่การเลือกตั้ง งบประมาณปี 2569 พร้อมใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้น 6.6 จุด จาก 45.0 มาอยู่ที่ 52.4 จุด ยืนเหนือระดับ 50 เล็กน้อย สะท้อนถึง ผู้ประกอบการคลายกังวล การเมืองมีทางออก อย่างน้อย “เฉพาะกิจ 4 เดือน” ก็ยังดีกว่า ยุบสภาทันที! เพราะกว่าจะได้รัฐบาลใหม่อาจยาวไป 8-9 เดือน งบประมาณปี 2569 ก็ไม่สามารถนำไปกระตุ้นโครงการเศรษฐกิจได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

กระตุ้นเศรษฐกิจ “เฉพาะกาล” อย่างไรให้เห็นผล

มาตรการที่นำเสนอจะต้องครอบคลุม ตรงเป้า มุ่งเน้นสนับสนุนร้านค้า และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มการจ้างงาน กระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ

1.กระตุ้นการบริโภคภาคประชาชน

- เพิ่มสวัสดิการ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ราว 13.5 ล้านคน และผู้พิการอีกราว 1 ล้านคน ได้สิทธิในรูปแบบที่ช่วยลดต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น ช่วยค่าเดินทางสาธารณะ ปัจจัยยังชีพ สำหรับคนเมือง หรือ แจกปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ให้เกษตรกร โดยไม่ต้องร่วมจ่าย (point system)

- “คนละครึ่ง” กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางราว 32 ล้านคน เราคงไม่หวังผลว่า “คนละครึ่ง” จะมาผลักดันจีดีพีให้เติบโต แต่โครงการนี้น่าจะเป็นโครงการเดียวที่ไหลไปสู่ผู้บริโภค ครอบคลุม และได้ผลชัดเจนเท่าที่มีโครงการเศรษฐกิจมา ช่วยลดภาระค่าครองชีพ เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าระบบ ดึงเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ วางรากฐานภาษี โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) และสามารถใช้กับร้านค้าขนาดเล็กทุกประเภท

- "Easy e-Receipt" กลุ่มผู้มีรายได้สูง และจ่ายภาษี ประมาณ 4 ล้านคน เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้า ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (200%) สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ จำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน มีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในเมืองได้ถึง 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าและส่งเสริมร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัล นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

- พัฒนาทักษะแรงงาน แถมได้เงินใช้ เรามีแรงงานนอกภาคเกษตรและอยู่ในระบบประกันสังคมราว 12 ล้านคน การลงทุนในทุนมนุษย์ช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว แนวทางกำหนดให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปยังสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรมต่างๆ บุคลากร ผู้ใช้แรงงาน ลงทะเบียนเรียน พัฒนาทักษะ กับสถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรมต่างๆ ที่ได้มาตรฐานตามที่ลงทะเบียน และหลักสูตร Up-skill Re-skill ที่ได้หารือกับผู้ประกอบการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อผ่านการอบรมเรียนรู้ หลักสูตร Up-skill Re-skill ตามที่ผู้ประกอบการกำหนด เมื่อผ่านการ Up-skill Re-skill แล้ว ผู้ประกอบการจะมอบเงินเพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เดือนละ จำนวน 1000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ผู้ประกอบการมอบให้แรงงานผู้ผ่านการพัฒนาทักษะ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีประจำปี 2568 ได้ 3 เท่า (300%)

2. กระตุ้นการจ้างงานเพื่อเพิ่มรายได้

- รัฐครึ่งเอกชนครึ่ง โครงการนี้สนับสนุนการจ้างงานใหม่ในเมืองใหญ่ โดยรัฐร่วมจ่ายเงินเดือน 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยจำกัดเงินเดือนที่รัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 7,500 บาทต่อคนต่อเดือน เน้นการจ้างงานในกลุ่มแรงงานที่ตกงาน บัณฑิตจบใหม่ และผู้ด้อยโอกาส โครงการนี้มีเป้าหมายในการสร้างการจ้างงานใหม่อย่างน้อย 200,000 ตำแหน่ง จะช่วยลดอัตราการว่างงานและเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 3,000-5,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีเช่นกัน นอกจากนี้ ยังช่วยให้แรงงานได้รับการพัฒนาทักษะผ่านการทำงานจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว

- การจ้างงานรายชั่วโมง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ เพื่อมีรายได้บรรเทาภาระครอบครัว

3.ลดภาระต้นทุนการดำเนินธุรกิจ

- เลื่อนการจัดเก็บเงินเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากเดิมที่ประกาศ วันที่ 1 ต.ค.2569 เป็น 1 ม.ค.2571 เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบต้องปรับตัวและเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น กระทบต่อลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง

- เลื่อนการปรับเงินสมทบจัดเก็บเข้ากองทุนประกันสังคม โดยกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ขยับเพดานจาก 15,000 บาทเป็น 23,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เป็น 1 ม.ค.2571 เนื่องจาก ผู้ประกอบการที่จะต้องร่วมสมทบ 5% ของเงินเดือนพนักงานอันเป็นภาระต้นทุนที่สูงขึ้นภายใต้ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว การนำระบบเงินสมทบแบบ “ขั้นบันได” มาใช้ ฝ่ายนายจ้าง ต้องเตรียมงบประมาณในการสมทบเงินให้ลูกจ้างที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 125-400 บาทต่อคนต่อเดือน

4. กระตุ้นการบริโภคผ่านนโยบายภาครัฐ

- เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน 864,000 ล้านบาท ให้มีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 คือ ต.ค-ธ.ค.2568 เพื่อใช้งบประมาณเข้าไปอัดฉีดระบบเศรษฐกิจสู้กับเศรษฐกิจชะลอตัว

- ดูแลสภาพคล่องในระบบ เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินผันเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเติม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระตุกให้ GDP และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการผลิตขึ้นมาบ้าง

- เร่งรัดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลุกให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอนาคตให้เศรษฐกิจในระยะยาว

กล่าวโดยสรุปแบบไม่สรุป หากรัฐบาลสามารถสร้างให้ประชาชน ผู้ประกอบการเชื่อมั่นได้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะเป็นแค่ Soft Landing เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวผ่านการบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจปี 2568 อาจจะหักปากกาเซียน ที่ประเมินกันไว้ว่าแย่แน่ๆ ก็เป็นได้นะครับ