วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

'ESG ไม่ใช่กระแส แต่ ต้องทำ' (จบ)

'ESG ไม่ใช่กระแส แต่ ต้องทำ' (จบ)

ประเทศไทยเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ ESG มาหลายปีแล้ว อย่างน้อยๆ ผมว่า 5 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเห็นกระบวนการทำงานอย่างชัดเจน ผ่านกลไก “ตลาดทุน” ที่ให้บริษัทจดทะเบียน

รายงานแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ภาคสมัครใจ ลงใน 56-1 และ One Report 

ขณะที่หลายบริษัทมีการแยกรายงานยั่งยืนออกมาต่างหาก และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังมีรายงาน ESG 100 ในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการพัฒนา ESG ในประเทศไทย

แต่การจะขับเคลื่อนแนวทาง ESG ให้ออกมาเป็นรูปธรรม นโยบายของภาครัฐต้องมีความชัดเจน เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า การขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น ESG มีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนตั้งแต่กระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ

ภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากกระบวนการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง สิ่งแวดล้อม (Environment) ที่ผู้ประกอบการต้องลงทุนปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยในฐานะสมาชิกภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties : UNFCCC COP) โดยประเทศไทยตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40% ภายในปี 2573

การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน รวมไปถึงการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน 

การลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งของ ESG ในมุมของสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนในการดำเนินการที่ภาคเอกชนต้องลงทุน ดังนั้น ภาครัฐจึงควรให้การสนับสนุนไม่ว่าจะในรูปแบบกองทุนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐาน ESG เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ ลดต้นทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกระบวนการผลิตและการทำงาน หรือการให้ลดหย่อนภาษี สำหรับบริษัทที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้ รวมไปถึงการให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อจูงใจภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส สู่การเป็นองค์กรอย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐาน ESG

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้น ลงทุนมากมาย เพื่อการเป็น ESG?

คำตอบคือ ESG ทำให้ประเทศเรารักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพ ไปพร้อมกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการอยู่อาศัย รวมถึงการมีสังคมที่ดี ลดภาวะความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ESG เป็นสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่กระแส หรือเป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์องค์กรอีกต่อไป

เพราะปัจจุบัน สิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาของทุกคน นอกจากเรื่องโลกร้อน ยังมีเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีผลต่อสุขภาพประชาชน เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตและการทำธุรกิจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยจะเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐและเอกชนภายในประเทศแล้ว ยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจุบัน “นักลงทุนทั่วโลก” ให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนในธุรกิจที่คำนึงถึง สภาพแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล จากทิศทางดังกล่าว ถ้าประเทศไทยมีบริษัทที่มีการบริหารจัดการโดยยึดหลักของ ESG มากขึ้น หมายความว่า เงินทุนจากต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงกระตุ้นภาคการส่งออกขยายตัวได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศเริ่มนำมาตรฐาน ESG มาใช้เลือกคู่ค้า โดยพิจารณาตั้งแต่กระบวนการการได้มาของวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการผลิตจนได้สินค้าและบริการ

ดังนั้น การปรับกระบวนการผลิตและการทำงานไปสู่การเป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการภายใต้กรอบของ ESG จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!

หลายคนอาจสงสัยว่า การบริหารจัดการภายใต้แนวคิดนี้ ยาก! โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่สร้างปริมาณขยะ ก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก งานวิจัยของ Architecture 2030 องค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีพันธกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมก่อสร้างและสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ปี 2545 ระบุว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างผลิตก๊าซเรือนกระจกหรือ CO2 ในสัดส่วนกว่า 40% ในปี 2565 โดย 27% มาจากกระบวนการบริหารจัดการอาคาร 6% จากกระบวนการก่อสร้าง และ 7% จากกระบวนการอื่นๆ 

ส่วนตัวผมว่า...ไม่ยาก! เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้าง มีการพัฒนาไปสู่กระบวนการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

'ESG ไม่ใช่กระแส แต่ ต้องทำ' (จบ)

อย่าง LPN เรามีมาตรฐานการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด 6 Green ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อ 35 ปี ก่อน ประกอบด้วย Green Enterprise, Green Design Concept, Green Financial Management, Green Marketing Management, Green Construction Process และ Green Community Management  ซึ่ง 6 Green ครอบคลุมเรื่อง สิ่งแวดล้อม สังคม การบริหารและการกำกับดูแลกิจการในกรอบของหลักธรรมาภิบาล กล่าวคือ

ด้านการออกแบบและการก่อสร้าง (Green Design Concept, Green Construction Process) เราพัฒนาการออกแบบ และ กระบวนการก่อสร้างโดยคำนึงถึงสภาวะแวดล้อม ใช้แนวคิด ขยะเป็นศูนย์ (Net Zero Waste) มีการตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างตามมาตรฐานการลดขยะโดยการนำกลับมาใช้ใหม่ เลือกใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบโดยใช้ Passive Design ที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม Active Design นำนวัตกรรมประหยัดพลังงานมาใช้ออกแบบและก่อสร้างในทุกโครงการ เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำงานของ LPN ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เรามีบริษัทในเครือ LPP ในการบริหารจัดการชุมชน และ LPC เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ตอบโจทย์การสร้างโอกาสทางสังคมที่เท่าเทียมกัน

ด้าน Green Enterprise, Green Financial Management และ Green Marketing Management เป็นแนวทางบริหารจัดการองค์กรโดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ ทั้งด้านบริหารองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ พนักงาน ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า ซัพพลายเชน ชุมชน ฯลฯ รวมทั้งการบริหารจัดการทางการเงินให้มีกำไร สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ รักษาการจ้างงาน และผลตอบแทนที่เหมาะสมให้ผู้ลงทุน รวมทั้งการบริหารจัดการด้านการตลาด 

ทั้ง 3 Green เป็นการบริหารจัดการภายใต้กรอบธรรมาภิบาล (Governance) จะบอกว่า เรา (LPN) นำหลักการ ESG มาใช้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งก็คงไม่ผิด เพียงแต่รูปแบบและวิธีการอาจมีความแตกต่าง และได้ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เราทำงานภายใต้กรอบ ESG ได้ง่ายขึ้น

ESG เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องที่ทุกองค์กรต้องทำ! เมื่อพูดถึงความยั่งยืน เราไม่สามารถยืนอยู่ได้ตามลำพัง แต่ต้องยืนและเติบโตไปด้วยกันทั้งประเทศ ผมเชื่อว่า ประเทศไทย ทำได้! เหมือนกลุ่มประเทศในสแกนดิเนเวีย หรือเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ คือ เป็น ESG โดยธรรมชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งต้องเริ่มจากผู้นำประเทศ และ ผู้นำของทุกองค์กร ให้เป็นเหมือน DNA ของคนไทย อาจต้องใช้เวลา แต่ ทำได้ แน่นอน