เหตุใด การศึกษายิ่งสูง ยิ่งว่างงาน !!!!!

เหตุใด การศึกษายิ่งสูง ยิ่งว่างงาน !!!!!

วิกฤติการว่างงานอาจแก้ไขและดีขึ้นได้ตามการฟื้นตัวของเศรษกิจหลังจากนี้ แต่วิกฤติเด็กจบปริญญาตรีแต่ยังหางานทำไม่ได้มากที่สุด คือระเบิดเวลาของสังคมไทยที่รอวันปะทุเป็นปัญหาใหญ่

จบปริญญาเอก แต่ไม่มีใครรับเข้าทำงาน

จบปริญญาโท แต่ต้องใช้วุฒิปริญญาตรี ไปสมัครงานเป็นพนักงานออฟฟิศ

จบปริญญาตรี แต่ต้องใช้วุฒิ ม.6 ไปสมัครงานที่นิคมอุตสาหกรรม

 

ในจำนวนผู้มีงานทำแรงงาน 39.63 ล้านคน มีอัตราการว่างงานคิดเป็น 0.42% เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ในจำนวนคนว่างงานทุกๆ 100 คน จะเป็นคนที่จบอุดมศึกษา 46 คน มัธยมปลาย 15 คน มัธยมต้น 18 คน  ประถมศึกษา 18 คน ต่ำกว่าประถมศึกษา 2 คน

สรุปได้ว่า 'ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งว่างงาน'

ทำไมการว่างงานจึงเกิดกับเด็กจบใหม่การศึกษาสูง

1. Dis-Qualification ตำแหน่งงานว่างไม่สอดคล้องกับทักษะ/วุฒิการศึกษา/ค่านิยมของเด็กจบใหม่ ความต้องการแรงงานส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคเป็นกลุ่มอาชีพพื้นฐาน อาทิ แรงงานภาคการค้าและบริการ และเน้นวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีสะท้อนถึงปัญหา Dis-Qualification

2. Mismatch ในตลาดแรงงาน ที่แรงงานมีระดับการศึกษาไม่ตรงกับระดับทักษะที่จำเป็นต่องานนั้นๆ บางบริษัทขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี อาทิ โปรแกรมเมอร์ Data Scientist ซึ่งค่อนข้างหายากในภูมิภาคโดยเป็นสาขาที่คนจบมาน้อย สะท้อนถึงปัญหา Skill Mismatch ทั้งในปัจจุบัน และอีกอย่างน้อยใน 2-3 ปีข้างหน้า

3. ทักษะที่นายจ้างต้องการไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยไทย Soft Skill ที่นายจ้างต้องการมาก โดยเฉพาะ เช่น ความสามารถในการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ การปรับตัวได้เร็ว ทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะดิจิทัล และทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ทักษะเหล่านี้พบว่า ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยไทย

4. มหาวิทยาลัยรัฐปรับตัวช้า เพราะรายได้มหาวิทยาลัยไม่ผูกกับการมีงานทำของผู้เรียน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐปรับตัวและปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ช้ามาก ทุกปีก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้รายได้ของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้ผูกกับการมีงานทำหรือรายได้ของผู้เรียน และ ไม่มีแรงกดดันให้ต้องเปลี่ยน ต่างจากมหาวิทยาลัยเอกชนต้องปรับตัวและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของนายจ้างเพื่อดึงดูดให้มีนักศึกษามาสมัครเรียน

5. เด็กจบใหม่บางส่วนจึงนิยมออกไปประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ พบว่า เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 4.6 หมื่นคน ในปี 2562 เป็น 5.6 หมื่นคน ในปี 2564

6. ธุรกิจมีแนวโน้มลดการพึ่งพาการใช้คน และลงทุนในเทคโนโลยี ดิจิทัลมากขึ้น หลายบริษัทมีการปรับลดจำนวนพนักงาน โดยบางส่วนให้พนักงานทำหลายหน้าที่มากขึ้น และนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงาน

7. ตลาดแรงงานมีการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่มีโอกาสได้รับการเข้าทำงานยากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงาน

ดังนั้น การว่างงานของเด็กจบใหม่ มีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะการเกิดช่องว่างของทักษะการทำงาน หากคนกลุ่มนี้ว่างงานยาวนาน 2-3 ปี จะยิ่งส่งผลให้เข้าสู่ตลาดแรงงานยากขึ้น ประกอบกับยังมีกลุ่ม เด็กจบใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานราวอีก 4-5 แสนคนในแต่ละปี 3 ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคตยิ่งน่ากังวลมากขึ้น

ข้อเสนอแนะที่ต้องทำแบบเร่งด่วน (Quick win)

1. เสนอรัฐอัดฉีดเงินเพิ่มทักษะ อย่าช่วยแค่ค่าครองชีพอย่างเดียว ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายอัดฉีดเงินให้ประชาชนโดยตรงอยู่ตลอด แต่ส่วนใหญ่เน้นให้เงินช่วยค่าครองชีพ ยังไม่ให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา อ้างถึงข้อเสนอของ TDRI ให้รัฐบาลแจกเงินคนอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคน คนละ 6,000 บาท ทุก 3 ปี เพื่อให้เลือกฝึกทักษะที่ต้องการได้จากสถาบันที่ผ่านการรับรองคุณภาพ โดยอาจจะพัฒนาคูปองเป็น NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนในอนาคตเพื่อกันไม่ให้ขายสิทธิไปให้ผู้อื่น

2. ทุกภาคส่วนระดมความคิดกำหนด 'อาชีพที่คงสงวนให้คนไทยใน 10 ปีข้างหน้า' และมีการทบทวนเพิ่มเติมตัดทอนได้ทุกๆ 5 ปี กำหนดอาชีพต่างๆหลากหลายสอดคล้องกับเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงานและเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อที่เยาวชนไทยจะได้มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ตนเองกับอาชีพในอนาคต เลือกที่จะเรียนที่ตลาดแรงงานต้องการ

3. เร่งแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง นั่นก็คือการผลิตกำลังคนให้ตรงกับ “อาชีพที่คงสงวนให้คนไทยในสิบปีข้างหน้า” ผ่านการจัดการศึกษาที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สอดคล้องต่อสถานการณ์โลก และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

4. ปรับรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิมสอดคล้องกับตลาดแรงงาน นั่นก็คือ ตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น (Flexible works) เนื่องจากตำแหน่งงานเต็มเวลาที่มีอยู่จำกัด แต่ยังมีงาน part-time ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างให้ทำ เพราะธุรกิจบางประเภทไม่สามารถดำเนินกิจการเต็มเวลาได้

5. การทำงานแบบ Work from Home เป็นจริตของการทำงานในตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยเฉพาะคนเจเนอเรชั่น Z ที่ทำงานหลายอย่างโดยใช้ Multiple Skills กับนายจ้างหลายคน

วิกฤติการว่างงานอาจจะแก้ไขและดีขึ้นได้ตามการฟื้นตัวของเศรษกิจหลังจากนี้ แต่วิกฤติเด็กจบปริญญาตรีแต่ยังหางานทำไม่ได้มากที่สุด คือระเบิดเวลาของสังคมไทยที่รอวันปะทุเป็นปัญหาใหญ่ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคตเราอาจจะได้เห็นนักลงทุนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่าเด็กไทยของเราไม่เก่งพอ