วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้อนอดีตการล่มสลายของธนาคารพาณิชย์ไทย สาเหตุและบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ (7)

การปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจและนักการเมืองเพื่อเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ โดยการปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือมีหลักประกันไม่คุ้มหนี้

ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจและนักการเมืองเพื่อเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ โดยการปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือมีหลักประกันไม่คุ้มหนี้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือ นายราเกซ สักเสนา นักธุรกิจชาวอินเดีย ที่ปรึกษาส่วนตัวของ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่

การปล่อยสินเชื่อของธนาคารนอกจากหลักประกันไม่คุ้มหนี้ ยังพบว่ามีการประเมินราคาที่ดินสูงกว่าความเป็นจริงหลายสิบเท่าเพื่อนำมาค้ำประกันเงินกู้ และเอกสารสิทธที่ดินบางแปลงกว่า 30,000 ไร่ เป็น น.ส.3 ปลอม มีการจัดตั้งบริษัทกระดาษ (Paper Company) ขึ้นมานับร้อยบริษัท เพื่อขอสินเชื่อในลักษณะ “เงินต่อเงิน” เมื่อบริษัท ก ครบกำหนดชำระหนี้ จะให้ บริษัท ข กู้เงินไปชำระหนี้แทน โดยเงินส่วนหนึ่งมีการยักย้ายถ่ายเทออกต่างประเทศเพื่อซื้อ “บริษัทลม”

ช่วงเวลาเพียงแค่ปีเศษมีการปล่อยสินเชื่อให้กับนักการเมืองที่เรียกว่า “กลุ่ม 16” ใช้ในการเทคโอเวอร์บริษัทต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง เป็นวงเงินสูงถึง 36,000 ล้านบาท เรื่องราวความเกี่ยวโยงของนักการเมืองกลุ่ม 16 กับ “มะไข่” สาวสวยชาวพม่าในขณะนั้นเป็นข่าวที่ฮือฮาจนชื่อเสียงของ “มะไข่” ปรากฎขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ เทคนิคที่ทำให้ราคาหุ้นแค่ 3-4 บาท เพิ่มเป็นหุ้นละ 16 บาท ทำกำไรในบางบริษัท ถึง 300 ล้านบาท เพียงเวลาไม่ถึงปีสร้างกำไรมหาศาล เป็นการซื้อมา-ขายไป เพื่อทำกำไรในลักษณะ “จับเสือมือเปล่า” ได้ถูกนำมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2540

โดยฝ่ายค้านระบุว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ถึง 77,968 ล้านบาท ทำให้ประชาชนแห่ไปถอนเงินวันละ 2,000 ล้านบาท จนกระทรวงการคลังต้องประกาศเข้าควบคุมธนาคารอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อมิให้ธนาคารล้ม และธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพิ่มทุนทันที 5,400 ล้านบาทเพื่อจะได้ควบคุมการบริหารได้อย่างเต็มที่

นายเกริกเกียรติฯ ได้ชี้แจงว่า สินเชื่อในส่วนนักการเมืองที่เกี่ยวข้องเป็นธุรกรรมปกติที่ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจได้โดยปกติ โดยพิจารณาจากหลักทรัพย์ค้ำประกันและวัตถุประสงค์ในการเข้าไปลงทุน ซึ่งต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย แต่กรณีที่เกิดขึ้นบังเอิญนักธุรกิจที่ปล่อยกู้เป็นนักการเมือง และถูกดึงเข้าเป็นประเด็นทางการเมือง และหลังจากการอภิปรายยังไม่มีนักการเมืองคนใดต้องโทษในคดี ในข้อหาลงทุน

โดยผิดกฎหมายหรือความผิดอื่นใด ประเด็นการลงทุน ในการครอบงำกิจการ (Merger and Acquisition)เป็นการลงทุนปกติ ผู้ลงทุนเข้าซื้อต้องมองเห็นจุดอ่อนของบริษัทที่จะซื้อ และเห็นโอกาสของการลงทุนว่าเมื่อเข้าไปลงทุนแล้วจะสามารถฟื้นฟูและพัฒนากิจการต่อไปให้มีความแข็งแกร่ง มากกว่าเดิม ซึ่งต้องมีระยะเวลาในการฟื้นฟู แผนฟื้นฟูแต่ละแผนมีความจำเป็นต้องต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไป 

เมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การฟื้นฟูกิจการที่ถูกเข้าไปซื้อกิจการต้องสะดุด ทำให้บริษัทประสบปัญหาภาพคล่องทางการเงินจนไม่สามารถฟื้นฟูกิจการได้ และเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญในสมัยผู้บริหารก่อนสมัยนายเกริกเกียรติฯ จำนวน 11,000 ล้านบาท มาเป็น 19,730 ล้านบาท ในสมัยนายเกริกเกียรติฯและก่อนที่จะเข้ามาควบคุมกิจการของทางการ 45,280 ล้านบาท เพิ่มเป็นหนี้ที่คณะกรรมการควบคุมคาดว่าจะพัฒนาได้ 60,000 ล้านบาท และท้ายสุดเป็นจำนวน 83,176 ล้านบาท

เกียรติฯ และเป็นบทเรียนทั่งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านโดยเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่ พึงตระหนักว่าการอภิปรายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวที่อาจสร้างความเสียหายที่รุนแรง จากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ เงินที่ใช้ในการแก้ปัญหาเกิดจากภาษีของประชาชนทุกคน….