ท่านเจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีคงจะเคยได้ยินคำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด” กันมาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย บทความในสัปดาห์นี้ จะคุยกันเรื่อง “ทฤษฎีสมคบคิด” ในบริบทของธุรกิจเอสเอ็มอีที่หลายท่านอาจไม่เคยคิดถึง
KEY POINTS
- ทฤษฎีสมคบคิดสำหรับ SME มีทั้งด้านที่ผิดกฎหมาย เช่น การฮั้วราคา และด้านที่เป็นประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการภายในองค์กร
- ผู้บริหารสามารถตั้งทีมงานที่ไว้ใจได้กลุ่มเล็กๆ อย่างลับๆ เพื่อร่วมกันวางแผนผลักดันกลยุทธ์สำคัญของบริษัทที่พนักงานต่อต้านหรือไม่ให้ความร่วมมือ
- ทีมงานลับนี้มีหน้าที่สื่อสาร ทำความเข้าใจกับพนักงาน และโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นประโยชน์และร่วมมือกันผลักดันกลยุทธ์ให้สำเร็จ
- แนวคิดนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือกลยุทธ์ที่พนักงานยังขาดความเข้าใจและความเชื่อมั่น
ท่านเจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีคงจะเคยได้ยินคำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด” กันมาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย บทความในสัปดาห์นี้ จะคุยกันเรื่อง “ทฤษฎีสมคบคิด” ในบริบทของธุรกิจเอสเอ็มอีที่หลายท่านอาจไม่เคยคิดถึง
ในทางวิชาการ “ทฤษฎีสมคบคิด” ไม่ใช่ทฤษฎีโดยตรง แต่มักจะนำมาใช้หมายถึง “วาทกรรม” หรือ “ความคิดหรือความรู้สึก” ที่มักจะนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เชื่อว่า หรือ “ตีความ” ได้ว่า มีกลุ่มบุคคล กลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มผู้มีอำนาจมาตกลงร่วมมือกันอย่างลับๆ เพื่อหวังประโยชน์บางเรื่อง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องจริง หรือบางครั้งก็อาจไม่ใช่เรื่องจริง
ในกรณีที่เป็น การสมรู้ร่วมคิดที่เกิดขึ้นจริง ก็จะกลายเป็นพฤติกรรมการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเราด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจทั่วไปไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดโทษร้ายแรงต่อธุรกิจได้ เช่น กรณีการ “ฮั้ว” เพื่อขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือ กำจัดคู่แข่งรายใหม่ออกจากตลาด ฯลฯ
ส่วนในกรณีที่อาจนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้แก่การนำแนวคิดแบบ “ทฤษฎีสมคบคิด” มาเป็นเครื่องมือบริหารภายในองค์กรเพื่อให้กลยุทธ์องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องสมคบคิดแบบไม่ลึกลับ ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักที่จะนำเสนอในบทความนี้
เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอี หาลูกน้องมือดีที่ไว้ใจได้ในเรื่องความจงรักภักดีต่อบริษัทประมาณ 3-4 คน เป็นการลับ เพื่อแก้ไขปัญหากลยุทธ์ของบริษัทที่กำหนดไว้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ มาร่วมกัน “สมคบคิด” วิธีที่จะทำให้ทุกคนในบริษัทหันมาร่วมกันผลักดันกลยุทธ์นี้ให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ผู้บริหารกำหนดไว้
กลุ่ม “ผู้สมคบคิด” แยกย้ายกันและกระจายตัวไปตามกลุ่มพนักงานเพื่อหาข้อมูลและปัญหาที่แท้จริง ช่วยสื่อสาร อธิบาย และแก้ไขความเข้าใจผิด ชี้นำให้เห็นประโยชน์สุดท้ายของกลยุทธ์หากพนักงานร่วมใจกันและช่วยทำให้สำเร็จ
กรณีจำเป็น อาจต้องชี้บ่งตัวผู้ต่อต้านที่ชัดเจน เพื่อจัดการให้พ้นไปจากการขัดขวางเส้นทางสู่กลยุทธ์เป้าหมาย ด้วยวิธีการที่นุ่มนวลและไม่ผิดกฎหมาย!
แนวคิดนี้เหมาะกับกรณีที่องค์กรต้องการผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือกลยุทธ์ที่สำคัญ หรือกลยุทธ์ในอนาคตที่เป็นวิสัยทัศน์ของเจ้าของหรือผู้บริหารที่พนักงานทั่วไปยังมองไปไม่ถึง โดยเฉพาะเมื่อการดำเนินการเกิดติดขัดเพราะขาดความเชื่อมั่น ขาดความเข้าใจ หรือขาดการสนับสนุน
แน่นอนอย่างยิ่ง ในกรณีนี้ “กลุ่มผู้สมคบคิด” ต้องเป็นกลุ่มที่เชื่อมั่นและใกล้ชิดกับผู้บริหาร และมีความเข้าใจกันดีในระหว่างกลุ่ม
การสมคบคิดแบบนี้ เป็นการใช้แนวคิดทฤษฎีสมคบคิด กับการแก้ไขปัญหาภายในองค์กร นอกจากนี้ยังอาจนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาการระแวงกันระหว่างพันธมิตรธุรกิจ การวิเคราะห์ความเสี่ยงจากคู่แข่งและคู่ค้า การสร้างกลยุทธ์เชิงรับด้านการตลาด ฯลฯ
เอสเอ็มอีอาจนำแนวคิดทฤษฎีสมคบคิดที่มีประโยชน์ต่อการบริหารองค์กรแบบละมุนละม่อมนี้มาใช้ในขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการวางกลยุทธ์ของธุรกิจของตนเอง โดยยึดหลัก “สงสัยอย่างมีเหตุผล ตรวจสอบด้วยข้อมูล และตัดสินใจด้วยหลักฐาน” เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของความคิดแบบสมคบคิดของผู้อื่น!!??!!





