วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

อนาคตค้าปลีกเอเชียสู่...ปี 2030 เลิกวิ่งตาม AI...มองให้ไกล ก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัด

1. เทคโนโลยี AI จะก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัด AI ไม่เพียงแค่รับคำสั่ง แต่จะเป็น AI เชิงพยากรณ์ ไม่เพียงแค่แนะนำสินค้าที่ตรงใจลูกค้า แต่ต้องสามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

1.1 ระบบอัตโนมัติเชิงพยากรณ์ : ก้าวข้ามความต้องการของลูกค้า ข้อมูลจาก Salesforce ระบุว่า ภายในปี 2030 ผู้ช่วยชอปปิง AI จะเข้ามาจัดการธุรกรรมประจำวันแทนผู้บริโภค เช่น การสั่งซื้อของใช้ในบ้านที่ซื้อซ้ำเป็นประจำ การเปรียบเทียบราคาทั่วแพลตฟอร์ม การจัดโปรโมชั่นเฉพาะบุคคล และสิทธิประโยชน์สมาชิก โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมและความต้องการแบบเรียลไทม์ ระบบเหล่านี้จะดึงข้อมูลเชิงลึกจากอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ อุปกรณ์บ้านอัจฉริยะ และประวัติการซื้อ เพื่อคาดการณ์ความต้องการและจัดการคำสั่งซื้อให้โดยอัตโนมัติ

1.2 Generative AI : พลิกโฉมการดำเนินงานที่เหนือกว่าแค่การสร้างคอนเทนต์ ผลกระทบของ Generative AI ก้าวล้ำไปไกลกว่าการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ โดยจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการทำงานหลักและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านเครื่องมือที่สามารถจำลองปฏิกิริยาของลูกค้าและสร้างแนวคิดผลิตภัณฑ์เสมือนจริงได้ ความสามารถในการทดสอบไอเดียและต้นแบบในโลกดิจิทัลนี้ช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงได้มากถึง 40%

1.3 วิวัฒนาการของแรงงาน : การประสานระหว่างมนุษย์กับ AI การปฏิวัติการดำเนินงานครั้งนี้ คาดว่า Generative AI จะเข้ามาช่วยทำงานด้านทรัพยากรบุคคล บัญชี และงานตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบโดยอัตโนมัติสูงถึง 50% ภายในปี 2030 เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ในยุคนี้จึงต้องอาศัยการพัฒนาทักษะทั้งพนักงานแถวหน้าและพนักงานสำนักงาน ให้สามารถบริหารจัดการเครื่องมือ AI วิเคราะห์ผลลัพธ์ และตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเพื่อนำเทคโนโลยี ไม่ใช่เดินตามเทคโนโลยี

1.4 การซื้อขายผ่านการใช้เสียงสั่งงาน (Voice Commerce) ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ พาณิชย์เสียง (การซื้อสินค้าผ่านลำโพงอัจฉริยะ ผู้ช่วยเสียง และรถยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) กำลังเติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 27% ตลาดนี้ คาดว่าจะเติบโตมีมูลค่าถึง 9.9 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 การซื้อขายผ่านการใช้เสียงสั่งงาน จะเป็นมากกว่าช่องทางใหม่ แต่กำลังกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตแบบไร้รอยต่อ

2. พฤติกรรมผู้บริโภคค้าปลีกยุคใหม่ (ปัจจุบัน-2030) ภูมิทัศน์การค้าปลีกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยสรุปประเด็นสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้ดังนี้

2.1 การผงาดขึ้นของนักชอปปิงแบบไร้รอยต่อ (The Ambient Shopper) ผู้บริโภคเกือบ 70% (อ้างอิงจาก NielsenIQ) ทำการซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่น เช่น การสตรีมวิดีโอ การท่องโซเชียลมีเดีย หรือระหว่างเดินทาง ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าหาลูกค้าในทุกพื้นที่และทุกช่วงเวลา

2.2 ควิกคอมเมิร์ซ (Quick Commerce) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ความเร็วในการจัดส่งกลายเป็นปัจจัยพื้นฐาน โดย 78% ของผู้บริโภคทั่วโลกยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อรับสินค้าภายใน 2 ชั่วโมง ส่งผลให้ร้านค้าปลีกหันมาใช้คลังสินค้าขนาดเล็ก (Dark Stores) และเทคโนโลยี AI เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง

2.3 การสร้างความเชื่อมั่นผ่านความโปร่งใสขั้นสุด (Radical Transparency) ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวทำให้ 58% ของผู้บริโภคเคยเปลี่ยนแบรนด์เนื่องจากนโยบายข้อมูลที่ไม่ชัดเจน แบรนด์ต่างๆ จึงต้องหันมาใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนเพื่อตรวจสอบย้อนกลับและสร้างความไว้วางใจ

2.4 การชอปปิงผ่านมือถือเป็นหลักและการชำระเงินที่ยืดหยุ่น กว่า 80% ของการเข้าชมอีคอมเมิร์ซในเอเชียมาจากสมาร์ตโฟน พร้อมความต้องการระบบชำระเงินที่หลากหลาย เช่น การสแกนจ่าย, ระบบชีวมิติ, และ Buy Now, Pay Later (BNPL) เพื่อป้องกันการละทิ้งตะกร้าสินค้า

2.5 การค้าปลีกเชิงประสบการณ์ยุค AI 2.0 (Experiential Retail 2.0) ร้านค้าปลีกในกายภาพถูกยกระดับให้เป็นพื้นที่ผสมผสานระหว่างคอมมูนิตี้ ความบันเทิง และเทคโนโลยี (เช่น โซนศิลปะ, ร้านค้าไร้พนักงาน, และป๊อปอัปอีเวนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI) ซึ่งคาดว่าจะคิดเป็น 25% ของพื้นที่เช่าค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2026

3. เทรนด์ตลาดค้าปลีกก้าวสู่ความอิ่มตัวและจะกำหนดมาตรฐานใหม่ (ปัจจุบัน 2030) ในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI กำลังได้รับความสนใจ ธุรกิจค้าปลีก ก็กำลังขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ที่พัฒนาจนกลายเป็น “มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม” ซึ่งได้ฝังรากลึกและพลิกโฉมวิธีสร้างรายได้ การสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

3.1 ระบบนิเวศสื่อค้าปลีกจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ (Retail Media Ecosystem) เครือข่ายสื่อโฆษณาในแพลตฟอร์มค้าปลีก (RMNs) ได้กลายเป็นเครื่องยนต์ทำกำไรหลัก โดยคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายโฆษณาประเภทนี้ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 เนื่องจากให้อัตรากำไรสูงถึง 60-70% เปลี่ยนจากการเป็นแค่ค่าใช้จ่ายทางการตลาดให้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ เช่นเดียวกับผู้เล่นในเอเชียอย่าง Shopee Ads และ Rakuten Marketing ที่นำข้อมูลพฤติกรรมการซื้อมาขับเคลื่อนแคมเปญ

3.2 โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ การซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป แต่เป็นหัวใจหลักของช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายได้จากการไลฟ์สตรีมขายของเติบโตพุ่งสูงถึง 210% ในปี 2024 และ TikTok Shop ครองส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซียถึง 18% แบรนด์จึงต้องปรับกลยุทธ์เน้นยอดขาย (Conversion-centric) แทนการสร้างแค่การรับรู้

3.3 ความยั่งยืน (Sustainability) จะเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ ผู้บริโภคถึง 83% คาดหวังให้แบรนด์แสดงความมุ่งมั่นที่วัดผลได้ในเรื่องการจัดหาอย่างมีจริยธรรม บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล และความโปร่งใสทางสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกต้องปรับตัวสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Models) และผสานข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นต์เข้ากับประสบการณ์ของลูกค้า

4. แนวโน้มเศรษฐกิจและผลกระทบต่ออนาคตค้าปลีก (2027-2030) แม้ว่านวัตกรรมดิจิทัลจะเป็นหัวข้อสำคัญ แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคกำลังสร้างแรงกดดันต่อกลยุทธ์ค้าปลีกผ่านปี 2026 ไม่แพ้กัน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ และความแตกต่างของแต่ละภูมิภาค โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

4.1 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า GDP โลก จะเติบโตชะลอลงอยู่ที่ 2.9% ในปี 2025-2026 ส่งผลให้ยอดขายปลีกในตลาดพัฒนาแล้วลดลง 2.1-2.5% ธุรกิจจึงต้องพึ่งพาความคล่องตัว การควบคุมต้นทุนด้วย AI และการกำหนดราคาท้องถิ่นเพื่อรักษาอัตรากำไร

4.2 ผู้บริโภคมุ่งเน้นความคุ้มค่า (Value-Driven) 80% ของผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก ส่งผลให้ยอดขายสินค้าแบรนด์เฮาส์ (Private-label) เติบโตขึ้น และแบรนด์ต่างๆ หันมาใช้ระบบการตั้งราคาแบบไดนามิก รวมถึงบริการ Buy Now, Pay Later (BNPL) เพื่อกระตุ้นยอดขาย

4.3 ความแตกต่างระดับภูมิภาค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 7.65% ถึงปี 2030 ขณะที่ตลาดยุโรปมีความกระจัดกระจายสูง

4.4 ความท้าทายด้านเทคโนโลยี ผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่ยังเผชิญปัญหาเทคโนโลยีที่กระจัดกระจายในแต่ละประเทศ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นประสิทธิภาพรวมแบบเรียลไทม์ได้ การใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการแบบรวมศูนย์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลทั่วโลก

การปรับตัวสู่อนาคตค้าปลีกที่ผันผวน

ภูมิทัศน์ค้าปลีกจะให้รางวัลแก่ผู้ค้าปลีกที่มีความสามารถในการปรับตัวมากกว่าปัจจัยขนาดของธุรกิจ เนื่องจากความหลากหลายระดับภูมิภาค การหยุดชะงักทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กำลังพลิกโฉมกฎการแข่งขัน

ในตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กลยุทธ์การเติบโตแบบเดิมที่อาศัยการขยายสาขาและปริมาณยอดขายจะไม่รับประกันความสำเร็จอีกต่อไป นี่คือจุดเปลี่ยนที่นวัตกรรม ความคล่องตัว และวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสู่ความเป็นผู้นำตลาด

เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ ผู้ค้าปลีกต้องลงทุนในการคาดการณ์ตามสถานการณ์ (Scenario-based forecasting) ใช้โมเดลการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นด้านต้นทุน และนำระบบแบบแยกส่วน (Modular systems) มาใช้เพื่อรับมือกับความผันผวนแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ หรือพฤติกรรมผู้บริโภค

ธุรกิจทั่วเอเชียจะจัดสรรเงินทุนใหม่เพื่อเน้นความคล่องตัว การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และการตอบสนองที่สอดคล้องกับท้องถิ่น จะได้เปรียบอย่างเด็ดขาดเหนือคู่แข่งที่ยังยึดติดกับกลยุทธ์แบบเดิมที่ใช้สูตรเดียวกับทุกตลาด

แหล่งที่มา : Retail Future: Asian Market - Trends, Challenges, & Strategies https://vti.com.vn/retail-future-trend-challenge/ by VTI Innovation Lab