อาศัยข้อมูลเชิงสถิติ ข้อมูลเศรษฐกิจการเงิน ข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ฝากเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝากจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ระบุว่า เป็นแนวคิดไว้ว่า “คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงบริการเงินฝากแล้ว แต่เงินฝากไม่ได้ทำหน้าที่เป็นช่องทางการออมและส่งผ่านนโยบายการเงินได้เต็มที่นัก” ผู้เขียนขออนุญาตนำบทความมาย่อยสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
1.คนไทย (อายุเกิน 15 ปี) 92% มีบัญชีเงินฝากแล้ว จัดอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลาง เช่น จีน มาเลเซีย และบราซิล ที่มีสัดส่วนผู้มีบัญชีเพียง 89%, 88% และ 86% ตามลำดับ ขณะที่อินโดนีเซีย เม็กซิโก และฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนผู้มีบัญชีต่ำกว่า 60% ส่วนประเทศรายได้สูง เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ อังกฤษ สัดส่วนผู้มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ระดับ 97-99%
2.มูลค่าเงินฝากในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วงโรคระบาดโควิด-19 โดยผู้ฝากชาวไทยเพิ่มขึ้นจาก 35.7 ล้านคน ในปี 2016 เป็นเกือบ 44 ล้านคนในปี 2023 จำนวนบัญชีเงินฝากที่เพิ่มขึ้นจาก 75.8 ล้านบัญชี เป็นกว่า 118 ล้านบัญชี
3.จากการศึกษาพบว่าประชาชนต้องมีบัญชีออมทรัพย์เป็นอย่างน้อย เพื่อส่วนหนึ่งต้องใช้ mobile banking เพื่อลดการสัมผัสเงินสด ในการทำธุรกรรม online จากมาตรการ social distancing และอีกส่วนหนึ่ง เพื่อเปิดบัญชีผูกกับพร้อมเพย์ ในการรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ
4.การกระจายตัวของมูลค่าเงินฝาก จากข้อมูลปี 2023 ผู้ฝากชาวไทยมีจำนวนบัญชีเฉลี่ย 2.7 บัญชีต่อคน โดย 39% มีบัญชีเงินฝากเพียงบัญชีเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ฝาก 88% ของผู้ฝากมีเพียงบัญชีออมทรัพย์ ส่วนที่เหลือ 12% ถือบัญชีประเภทอื่นๆ หรือถือหลายประเภท
5.การกระจุกตัวของเงินฝาก เงินฝากในระบบ 93% เป็นของผู้ฝากในกลุ่มบนสุดเพียง 10% ซึ่งแปลว่ามีผู้ฝากชาวไทยเพียง 4.2 ล้านคน จาก 42 ล้านคน ที่มีเงินฝากในบัญชีเกิน 185,000 บาท
6.จำนวนผู้ฝากชาวไทยที่มีเงินเกิน 1 ล้านบาท รวมกันทุกบัญชีนั้นมีอยู่เพียง 1.05 ล้านราย ในปี 2019 และเพิ่มเป็น 1.27 ล้านรายในปี 2023 นอกจากนี้ ผู้ฝากที่มีเงินเกิน 1 ล้านบาท มีแนวโน้มที่จะกระจายเงินไว้ในสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง โดยเฉลี่ยจะใช้บริการเงินฝากกับ 3-4 สถาบันการเงิน ส่วนกลุ่มที่มีเงิน 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉลี่ยใช้บริการเงินฝากมากกว่า 4 สถาบันการเงิน
7.เงินฝากกระจุกตัวอยู่ในธนาคารพาณิชย์เพียง 5 แห่ง สัดส่วนตลาดของเงินฝากประจำมากถึง 69% ในปี 2023 กระจุกตัวอยู่กับ ธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเงินฝากมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท มีการกระจุกตัวน้อยกว่า และมีแนวโน้มกระจุกตัวน้อยลง ส่วนใหญ่กระจายไปตามธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่า
8.จำนวนบัญชีฝากประจำที่มีเงิน 10 ล้านบาทขึ้นไป มีเพียง 47,171 บัญชี เทียบกับจำนวนบัญชีที่มีเงินน้อยกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมีเกือบๆ 4 ล้านบัญชี หรือแค่ 1.17% ของบัญชีเงินฝากทั้งประเทศ
9.ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น ธนาคารพาณิชย์ ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นน้อยมาก ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2019 อัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อยๆ ปรับลดลงจาก 1.25% เป็น 0.50% ในเดือน พ.ค.2020 และอยู่ที่ 0.50% อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มปรับขึ้นอีกครั้งในเดือน ส.ค.2022 และค่อยๆ ปรับขึ้นจนเป็น 2% ในเดือน พ.ค.2023 อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยของบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่นั้น มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยก็เพิ่มเพียงจาก 0.35% เป็น 0.41% แค่นั้น
10.บทบาทหลักของบัญชีเงินฝากในอดีต คือ การออม โดยบัญชีฝากประจำเป็นช่องทางสำหรับผู้ฝากที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ และสามารถฝากเงินในบัญชีตามระยะเวลาที่สถาบันการเงินกำหนด ส่วนบัญชีออมทรัพย์เป็นทางเลือกแทนการถือเงินสด ให้ผลตอบแทนเล็กน้อย แต่ก็ยังสะดวกในการถอนไปทำธุรกรรม อย่างไรก็ดี การเติบโตของ e-Payment และ mobile banking อย่างรวดเร็ว น่าจะส่งผลให้บัญชีออมทรัพย์ทำหน้าที่เป็นที่พักเงินเพื่อทำธุรกรรมมากขึ้น
11. ดังนั้น การที่คนไทยมีบัญชีเงินฝากมากขึ้นยังไม่ได้แปลว่าคนไทยมีเงินออมมากขึ้น เงินฝากจำนวนมากยังกระจุกตัวอยู่ในผู้ฝากส่วนน้อย การกระจายตัวของเงินฝากสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ของไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเงินฝากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินทรัพย์เท่านั้น ผู้มีเงินฝากในบัญชีสูงมีแนวโน้มที่จะมีสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ด้วย



