โดยปรับลดลงทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ SSSG (MoM) ลดลง 6.4 จุด ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Shopping Per Basket) ลดลง 8.1 จุด และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) ลดลงเล็กน้อย 0.4 จุด
การย่อตัวลง 4.9 จุดของดัชนี RSI ในเดือน ก.ค. อาจเข้าใจว่ากำลังซื้อในภาพรวมของประเทศเกิดการ Channel Shift ไปยังร้านค้ารายย่อยนอกระบบดัชนี RSI แต่เมื่อนำตัวเลขดัชนีทั้ง 3 ปัจจัยมาพิจารณาละเอียดอีกครั้ง น้ำหนักหลักชี้ไปที่ “กำลังซื้อที่อ่อนแรงขั้นวิกฤต”(Weakened Purchasing Power) มากกว่าเรื่อง Channel Shift อย่างชัดเจน
SSSG (MoM) ปรับจาก 52.6 จุด ไปที่ 46.2 จุด ลดลง 6.4 จุด
Spending Per Bill ปรับจาก 55.1 จุด ไปที่ 47.0 จุด ลดลง 8.1 จุด
Frequency of Shopping ปรับจาก 48.1 จุด ไปที่ 47.7 จุด ลดลง 0.4 จุด
ดัชนี RSI ใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงเล็กน้อยจาก 55.8 จุด มาอยู่ที่ 55.3 จุด ลดลง 0.5 ยังอยู่ในเกณฑ์ขยายตัว แต่ “ความเชื่อมั่นชะลอความแรงลง” ความกังวลต่อกำลังซื้ออ่อนตัวสะสม คาดว่าแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) ไตรมาส 3/2569 (ก.ค.-ส.ค-ก.ย) น่าจะมีแนวโน้มทรงตัวต่ำหรือฟื้นตัวอย่างจำกัดในกรอบ 47-50 จุด
ทำไมถึงยืนยันว่า “กำลังซื้ออ่อนแรง” มากกว่าแค่ การเปลี่ยนผ่านช่องทาง?
1.หากเกิด Channel Shift ไปยังร้านค้ารายย่อยจริง สิ่งที่ต้องร่วงลงหนักที่สุดคือ Frequency of Shopping เพราะผู้บริโภคจะเลือก“เปลี่ยนสถานที่” และ “ลดจำนวนครั้ง” ในการเดินเข้าห้างใหญ่ เพื่อไปซื้อร้านที่ร่วมโครงการแทน แต่ตัวเลข Frequency กลับ ลดลงเพียง 0.4 จุด (จาก 48.1 เหลือ 47.7) ถือว่าแทบไม่เปลี่ยนแปลง ชี้ว่าผู้บริโภคยังคงเดินทางมาห้าง/ร้านค้าเดิม ตามวิถีชีวิตปกติ ไม่ได้ย้ายช่องทางหนีไปไหน
2.ตัวเลขที่ดิ่งลงแรงที่สุดคือ Spending Per Bill ร่วงลงถึง 8.1 จุด (มาอยู่ที่ 47.0) อาการที่คนยังคงมาเดินร้านเดิมด้วยความถี่ใกล้เคียงเดิม แต่ยอดจ่ายต่อบิลลดลงอย่างมาก คือสัญญาณคลาสสิกของภาวะกำลังซื้อซบเซา (Shrinking Purchasing Power)
3.Spending Per Bill ร่วงลงหนักที่สุด (-8.1 จุด) จาก 55.1 เหลือ 47.0 (หลุดระดับ 50 จุดซึ่งเป็นเกณฑ์แบ่งระหว่างขยายตัว/หดตัว) สะท้อนถึงผู้บริโภค “รัดกุมในการจ่ายต่อครั้งมากขึ้น” (Basket Size Shrinkage) เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ลดปริมาณและมูลค่าการซื้อต่อครั้งลงอย่างเห็นได้ชัด เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า แต่ยังคงความถี่ในการซื้อหรือจำเป็นต้องซื้อสินค้าอยู่ แต่ใช้วิธีรัดเข็มขัดในทุกองค์ประกอบของสินค้าที่อยู่ในตะกร้า
4.แรงหนุนจากโครงการภาครัฐไม่สามารถชดเชยกำลังซื้อฐานรากที่แท้จริงได้ทั้งหมด โครงการอย่าง “ไทยช่วยไทย” ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็นรายวัน แต่เมื่อเงินสนับสนุนถูกใช้ไปกับอาหารและของใช้พื้นฐานจนหมด กำลังซื้อส่วนตัว (Organic Income) สำหรับสินค้าอื่นๆ จึงเหลือน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดในเดือนกรกฎาคม
5.ภาวะกดดันจากค่าครองชีพและหนี้สิน ภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นและหนี้ครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคหมดแรงส่ง (Buying Power Fatigue) หลังจากเร่งใช้จ่ายไปแล้วในเดือน มิ.ย.
สแกนภาพรวม “ไทยช่วยไทย พลัส” ก.ค. 2569 ยอดใช้จ่ายทรงตัว 43,000 ล้านบาท คนใช้สิทธิแตะ 26 ล้าน การซื้อกระจายสม่ำเสมอไม่แห่กระจุกตัวต้นดือน ร้านค้ารายย่อยรับอานิสงส์เดลิเวอรีเต็มสูบ
สถานการณ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) มีประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้
1.ภาพรวมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เดือน ก.ค.2569 เปรียบเทียบเดือน มิ.ย. (เดือนแรกของการดำเนินโครงการ) พบว่า เดือน มิ.ย. (สิ้นสุด 30 มิ.ย.) มียอดใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท เดือน ก.ค. (สิ้นสุด 31 ก.ค.) มียอดใช้จ่ายรวม 43,224.21 ล้านบาท
2.เดือน มิ.ย.2569 (สิ้นสุด 30 มิ.ย.) มีประชาชนใช้สิทธิสำเร็จ 25.68 ล้านคน เดือน ก.ค.2569 (สะสมถึงต้น ส.ค.) มีประชาชนใช้สิทธิสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 25.78-26 ล้านคน
3.เมื่อนำจำนวนผู้ใช้สิทธิมาเฉลี่ยกับยอดใช้จ่ายรวม เดือน มิ.ย. ยอดใช้จ่าย 43,218.39 ล้านบาท 25.68 ล้านคน 1,682 บาท/คน เดือน ก.ค. ยอดใช้จ่ายสะสมประจำเดือนใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per bill/per person) เฉลี่ยตลอดโครงการอยู่ที่ 1,600-1,700 บาทต่อคน
4.พฤติกรรมการใช้จ่ายและการบริหารวงเงินเดือน มิ.ย. (เดือนแรกของการใช้สิทธิ) เกิดสภาวะเร่งใช้วงเงินในช่วงปลายเดือน เนื่องจากกระทรวงการคลังแจ้งเตือนชัดเจนว่าวงเงิน 1,000 บาทประจำเดือน หากใช้ไม่หมดภายในวันที่ 30 มิ.ย. จะไม่สามารถทบทบไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ทำให้ประชาชนเร่งออกไปใช้สิทธิเพื่อไม่ให้เสียสิทธิคงเหลือ
5.เดือน ก.ค. (เดือนที่ 2) ประชาชนเริ่มปรับตัวและวางแผนกระจายยอดใช้จ่ายได้สม่ำเสมอมากขึ้นตลอดทั้งเดือน ไม่กระจุกตัวเฉพาะช่วงท้ายเดือน เนื่องจากเข้าใจเงื่อนไขและเคยชินกับการสแกนชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” แล้ว
6.การขยายตัวของช่องทาง Food Delivery เดือน ก.ค. เป็นเดือนแรกที่ประชาชนใช้สิทธิชำระค่าอาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีได้เต็มทั้งเดือน (06.00-21.00 น.) ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายของร้านอาหารยอดนิยมและร้านค้ารายย่อยผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตสูงขึ้นเมื่อเทียบ เดือน มิ.ย.
7.จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น โดยร้านค้าใหม่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 ก.ค. ช่วยลดความยุ่งยากในการหาร้านค้า และกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้าฐานรากในระดับชุมชนได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น
ยอดขาย ก.ค. ค้าปลีกขนาดใหญ่-กลาง ชะลอตัว “พิษโครงการรัฐ-กำลังซื้อแผ่ว”
แม้ภาพรวมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากและบรรเทาค่าครองชีพได้เป็นอย่างดี แต่ยอดขายของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่-กลาง (Modern Trade & Local Modern Trade) ในเดือน ก.ค. กลับย่อตัวลงเมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนี้
1.ผลกระทบจากการย้ายช่องทางจับจ่าย (Substitution Effect) โครงการไทยช่วยไทย พลัส เน้นอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อย เงินหมุนเวียนไม่เข้าห้างใหญ่ เมื่อผู้บริโภคต้องการใช้สิทธิส่วนลดหรือเงินสนับสนุนจากภาครัฐ จึงย้ายการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน (FMCG) จากไฮเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า ไปยังร้านค้าชุมชนและตลาดสดใกล้บ้านแทน
2.สะท้อนกำลังซื้ออ่อนแรงที่แท้จริง แรงเหวี่ยงช่วงเปิดโครงการไทยช่วยไทย พลัส เดือน มิ.ย. เป็นเดือนแรกของการเริ่มใช้สิทธิ ส่งผลให้เกิดกระแสความคึกคักและการเร่งจับจ่ายอย่างก้าวกระโดด (Spending Peak) แต่เมื่อเข้าสู่เดือน ก.ค. ประชาชนเริ่มคุ้นชินและวางแผนกระจายวงเงินการใช้จ่ายสม่ำเสมอขึ้น ทำให้ยอดขายรวมของฝั่งโมเดิร์นเทรดที่ไม่ได้อานิสงส์ตรงจากโครงการกลับมาสะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริง
3.การเติบโตของช่องทาง Food Delivery & ร้านค้าชุมชนเต็มเดือน เดือน ก.ค. เปิดให้บริการเต็มเดือนผู้บริโภคจึงหันไปใช้สิทธิซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และร้านค้ารายย่อยมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนสอยยอดขายและ Food Court ในห้างสรรพสินค้าขนาดกลาง-ใหญ่ชะลอตัวลง
4.สภาพอากาศและปัจจัยทางฤดูกาล (Seasonality) เดือน ก.ค. เป็นช่วงที่มีฝนตกชุกและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ กระทบต่อสถิติการเข้าศูนย์การค้า (Foot Traffic) ของห้างขนาดใหญ่และกลางชัดเจน ผู้บริโภคเลี่ยงการเดินทางไกล และเลือกซื้อสินค้าจำเป็นใกล้บ้านหรือผ่านช่องทางจัดส่งแทน
5.กำลังซื้อสินค้าไม่จำเป็น (Discretionary Goods) ยังคงชะลอตัว เม็ดเงินจากโครงการภาครัฐช่วยพยุงเฉพาะ สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต (FMCG) สำหรับสินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าตกแต่งบ้าน และสินค้านวัตกรรม ซึ่งเป็นสัดส่วนกำไรหลักของห้างขนาดกลาง-ใหญ่ ยังคงได้รับผลกระทบจากความระมัดระวังในการใช้จ่ายและภาระหนี้ครัวเรือนของผู้บริโภค
กล่าวโดยสรุป โครงการไทยช่วยไทยประสบความสำเร็จในการกระจายรายได้สู่ “ร้านค้ารายย่อยฐานราก” แต่เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้ไหลเข้าสู่“ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่-กลาง” เมื่อบวกกับปัจจัยฤดูกาลและการชะลอตัวของสินค้ากลุ่ม Discretionary จึงทำให้ยอดขายของห้างขนาดใหญ่-กลางใน เดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับ เดือน มิ.ย.



