ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ พบว่า คนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน กลายเป็นคนที่มีแนวโน้มเป็นหนี้เสียมากที่สุด และกลุ่มที่มีรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน เห็นการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังระบุว่า สถานะการเงินของคนไทยอยู่ในภาวะ “ใกล้วิกฤติ” ส่งผลให้คนไทย 25.5 ล้านคน หรือ 38% ของประชากรไทย ที่เป็น “หนี้” อาจจะต้องกลายเป็น “หนี้เสีย” เพิ่มมากขึ้น
ทำไมหนี้ชนชั้นกลางถึงใกล้จุดวิกฤติ
จากเดิมที่เรามักมองว่าปัญหาหนี้เสีย (NPLs) เป็นเรื่องของกลุ่มรายได้น้อย แต่ในปัจจุบัน สัญญาณอันตรายได้ลามขึ้นมาถึง ชนชั้นกลาง(Middle Class) และกำลังกดดัน ชนชั้นกลางระดับบน (Upper-Middle Class) อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่สะท้อนจาก 3 สัญญาณเตือนภัยที่หนี้ชนชั้นกลางกำลังใกล้ถึงจุดวิกฤติ
1.หนี้เสีย “สินเชื่อบ้านไม่เกิน 3 ล้าน” พุ่งสูงผิดปกติ ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ และเครดิตบูโรระบุชัดเจนว่า หนี้เสียที่โตแรงที่สุดมาจาก สินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท (ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านและคอนโดของชนชั้นกลางเริ่มทำงานไปจนถึงระดับกลางกลุ่มหลัก) ตัวเลข NPL กลุ่มนี้พลิกกลับมาโตสูงถึงราว 7% สวนทางกับไตรมาสก่อนหน้า เหตุผลหลักมาจาก
- ปรากฏการณ์ “กู้คอนโด มีเงินทอน” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “คอนโดเงินเหลือ” คือ กลโกง หรือ กระบวนการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินที่สูงกว่าราคาซื้อขายจริง ทำให้ผู้ซื้อจะได้เงินสดก้อนหนึ่ง เป็นส่วนต่าง (เงินทอน) กลับมาเพื่อนำไปใช้จ่ายส่วนตัว หรือ โปะหนี้อื่น ๆ โดยมักแลกมาด้วยภาระหนี้สินระยะยาวที่สูงเกินมูลค่าความเป็นจริง ซึ่งต้องแบกรับหนี้สินก้อนโตพร้อมดอกเบี้ยระยะยาวในราคาที่สูงเกินมูลค่าจริงของสินทรัพย์ เมื่อเวลาผ่านไปผู้ซื้อพบว่าไม่สามารถหาคนมาเช่าหรือขายต่อในราคาสูงตามที่ขบวนการกล่าวอ้างไว้ได้ สุดท้ายจะกลายเป็นหนี้เสีย
- ปรากฏการณ์ “เลือกเบี้ยวหนี้บ้าน” เพื่อรักษาสภาพคล่อง (Default Sequence) จากผลวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า ลูกหนี้เกือบ 1 ใน 3 เลือกที่จะยอมปล่อยให้หนี้บ้านเสีย (NPL) ก่อนหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล นี่คือจุดเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าวิตก ในภาวะที่เงินตึงมืออย่างหนัก ลูกหนี้ต้องการรักษาวงเงินในบัตรเครดิตหรือสินเชื่อหมุนเวียนเอาไว้สำหรับใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร และประทังชีวิตในแต่ละวัน ส่วนบ้านนั้น กว่ากระบวนการฟ้องร้อง บังคับคดี และยึดทรัพย์จะเสร็จสิ้น ใช้เวลาเฉลี่ย 1-3 ปี ลูกหนี้จึงเลือก “หยุดผ่อนบ้าน” เพื่อเอาตัวรอดในระยะสั้นก่อน
- โครงสร้างรายได้ของ “กลุ่มเปราะบาง” ฟื้นตัวช้า (K-Shaped Recovery) ผู้ซื้อบ้านในเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่คือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนระดับเริ่มต้น-ปานกลาง อาชีพอิสระ (Gig Economy) และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงที่สุด รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ หากขาดรายได้หรือโดนลดโอที (OT) เพียง 1-2 เดือน ก็จะขาดสภาพคล่องในการผ่อนชำระทันที
2. หลุมพราง "บัตรเครดิต & สินเชื่อส่วนบุคคล" ของกลุ่มคนชั้นกลางบน (รายได้ 50,000 บาท/เดือนขึ้นไป) แม้จะไม่มีปัญหาเรื่องการกู้ซื้อบ้านราคาแพง แต่กลับเผชิญภาวะ “รวยแต่เปรอะเปื้อน” หรือสภาพคล่องตึงตัว (Squeezed Middle Class)
- กับดัก "Lifestyle Inflation" เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หรือตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายมักจะเพิ่มขึ้นตามอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว ชนชั้นกลางบนมักอยู่ในสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยสถานะ (Status-driven) การแต่งตัว อาหารการกิน รถที่ขับ โรงเรียนลูก หรือการท่องเที่ยว ต้องสะท้อนภาพลักษณ์ความสำเร็จ
- บัตรเครดิตเป็นตัวช่วยสร้างภาพจำ วงเงินบัตรเครดิตระดับสูง (เช่น บัตร Platinum, Signature, Infinite) มักมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่กระตุ้นให้ใช้ชีวิตหรูหรา เช่น เลานจ์สนามบิน ฟิตเนสโรงแรม ส่วนลดร้านอาหาร Fine Dining ทำให้เกิดพฤติกรรม “ใช้จ่ายเพื่อให้ได้ใช้สิทธิ์” จนเกินความจำเป็น
- ปรากฏการณ์ "Buy Now, Pay Later" (BNPL) หรือ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ขยับเพดานหนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้นอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ (First Jobbers) ที่มีรายได้ประจำแต่ขาดสภาพคล่อง หรือ ขาดการวางแผนการเงินในระยะยาว จำนวนบัญชีผู้ใช้ BNPL ในไทยพุ่งจากราว 6 แสนบัญชีในปี 2564 ขึ้นมาแตะเกือบ 5 ล้านบัญชี สะท้อนว่าโครงสร้างการเงินใหม่นี้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว
- หนี้ Collide (ชนกัน) ผ่อนเสื้อผ้า 300 บาท, ผ่อนสกินแคร์ 500 บาท, ผ่อนบุฟเฟต์ 400 บาท ลำพังยอดเดี่ยวๆ ดูเหมือนน้อยและจัดการได้ แต่เมื่อผู้บริโภคใช้หลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน ยอดหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto-debit) จะวิ่งมาชนกันในวันเงินเดือนออก จนกลายเป็นยอดรวมหลักหมื่นที่เกินรายรับ
3.หนี้สินเชื่อรถยนต์กำลังเข้าเกณฑ์ Special Mention ไม่เพียงแต่หนี้เสียเท่านั้น แต่กลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย หรือ SM (Special Mention - ค้างชำระ 1-3 เดือน ในหมวดสินเชื่อรถยนต์ ย้ายฝั่งจากรถกระบะทำมาหากิน ลามมาสู่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสินเชื่อของคนชั้นกลางอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ของสถาบันการเงินพุ่งสูงขึ้น เพราะแบงก์ต้องรัดเข็มขัดอย่างหนัก
กล่าวโดยสรุป ข้อแตกต่างสำคัญที่แตกต่างจาก ปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ของกลุ่มรายได้น้อย ก็คือ หนี้ของคนชั้นกลางมักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ (บ้าน, รถ, บัตรเครดิตหลายใบ) เมื่อเกิดการผิดนัดชำระ มูลค่าความเสียหายต่อระบบธนาคารพาณิชย์จึงสูงกว่ากลุ่มรายได้น้อย และมักนำไปสู่การถูกยึดทรัพย์สินหลัก ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตอย่างรุนแรง ในมุมมองเชิงโครงสร้าง หากไม่มีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในระดับ “รายบุคคล” ที่มีประสิทธิภาพและตรงจุด
มรสุมหนี้ชนชั้นกลางรอบนี้อาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งการบริโภคในประเทศ (Private Consumption) ให้ดิ่งลงยาว เนื่องจากคนกลุ่มนี้คือ “กำลังซื้อหลัก” ของระบบเศรษฐกิจไทย


