วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน 2569

Login
Login

ดัชนี RSI พ.ค.ซึมลึกลด 7.2 จุด กำลังซื้อหดตัวรุนแรง 

โดยปรับลดลงทุกองค์ประกอบของดัชนี SSSG (MoM) Spending per Bill และ Frequency of Shopping และทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้ ผลจาก ต้นทุนพลังงานเพิ่ม -> เงินเฟ้อเพิ่ม -> ราคาปรับเพิ่ม -> แต่กำลังซื้อหดตัว ส่งผลลัพธ์ ให้ยอดขายรวมของภาคธุรกิจลดลง เพราะคนซื้อน้อยลง

ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้น 8.0 จุด อยู่เหนือระดับ 50 จุด เล็กน้อยสะท้อนถึงผู้ประกอบการมีความหวังกับโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เชื่อว่าจะช่วยประคองกำลังซื้อ บรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น 4 เดือน แต่ก็มีความกังวลอยู่ว่า หากหมดอายุโครงการ 4 เดือนนี้ไป แต่ต้นทุนพลังงานโลกยังสูงอยู่ กำลังซื้อก็จะกลับมาหดตัวรุนแรงเหมือนเดิม เนื่องจากตัวโครงการเน้นช่วยปลายน้ำ (ผู้บริโภคและร้านค้าย่อย) แต่ไม่ได้เชื่อมโยงไปช่วยลดต้นทุนให้ผู้ผลิตฝั่งต้นน้ำ

ภาพรวมเดือน พ.ค.2569 เป็นอย่างไร

เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน พ.ค.ต่อเดือน เม.ย.2569 จะพบว่า

SSSG (MoM) ปรับจาก 40.3 จุด ไปที่ 36.6 จุด ลดลง 3.7 จุด

Spending Per Bill ปรับจาก 43.8 จุด ไปที่ 39.6 จุด ลดลง 4.2 จุด

Frequency of Shopping ปรับจาก 45.6 จุด ไปที่ 37.8 จุด ลดลง 7.8 จุด

ผลจาก SSSG (MoM) ปรับลดลง 3.7 จุด สะท้อนภาพรวมยอดขายเดือน พ.ค.2569 เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.2569 ลดลงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคส่วนหนึ่งชะลอการใช้จ่ายในช่วงปลายเดือน พ.ค. เพื่อรอการใช้สิทธิในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” 

อีกทั้งภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมในเดือน พ.ค. ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มครอบครัวจำเป็นต้องโยกย้ายงบประมาณไปใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเทอม ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การศึกษาของบุตรหลาน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในการซื้อสินค้าทั่วไปลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลที่ยอดขายเดือน พ.ค. ลดลง เทียบ เม.ย.

ผ่านพ้นช่วงเทศกาลใหญ่ เดือน เม.ย. มีวันหยุดยาวต่อเนื่องเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงพีคที่สุดของการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยว และการเดินทางกลับภูมิลำเนา เมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค. กิจกรรมเหล่านี้จึงชะลอตัวลงตามวงจรเศรษฐกิจปกติ ด้วยภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม

ขณะที่ ค่าไฟฟ้าสำหรับรอบบิลเดือน พ.ค.2569 มีการปรับขึ้น โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้น 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับงวดเดือน พ.ค.- ส.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ภาระค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “เงินในกระเป๋า” ที่เหลือหลังจากจ่ายค่าสาธารณูปโภคจึงลดลง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น (Discretionary Income ลดลง)

ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งสินค้า การปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่สะสมมาเริ่มส่งผลชัดเจนในเดือน พ.ค. ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มตึงตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่ารายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. ต่อเนื่องถึง พ.ค. ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของกลุ่มร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกในจังหวัดท่องเที่ยว

ผู้บริโภคส่วนหนึ่งชะลอการใช้จ่ายในช่วงปลายเดือน พ.ค. เพื่อรอการใช้สิทธิในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ที่เพิ่งปิดลงทะเบียนไปและเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป ทำให้เกิดการอั้นยอดขายไว้รอความคุ้มค่า

ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ประคองเศรษฐกิจได้แค่ไหน?

ต้องเข้าใจนะว่า ตัวโครงการเน้นช่วยปลายน้ำ (ผู้บริโภคและร้านค้าปลีก) แต่ไม่ได้เชื่อมโยงไปช่วยลดต้นทุนให้ผู้ผลิตฝั่งต้นน้ำ ในระยะสั้น โครงการสามารถ

- ช่วยเยียวยาปากท้องทันที (บรรเทาค่าครองชีพ) : การที่รัฐร่วมจ่ายให้ 60% (ประชาชนจ่ายเอง 40% สูงสุดวันละ 200 บาท และไม่เกิน 1,000 บาท/เดือน) จะช่วยลดภาระค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนกว่า 26 ล้านคนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ทำให้เม็ดเงินในกระเป๋าของพวกเขายังพอเหลือไปจุนเจือส่วนอื่น

- สร้างเงินหมุนเวียนในระบบค้าปลีกฐานราก : ศูนย์วิจัยกรุงศรีและหน่วยงานเศรษฐกิจประเมินว่า มาตรการนี้ (รวมถึงการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) จะช่วยเพิ่มตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) จะอยู่ที่ประมาณ 1.6 เท่า ฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ ราว 200,000 ล้านบาท ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. ซึ่งน้อยกว่าโครงการคนละครึ่งตัวคูณทางเศรษฐกิจ จะอยู่ที่ประมาณ 2.1 เท่า ช่วยกระตุ้น GDP ได้ 0.2-0.5% ถือเป็น “ออกซิเจน” ต่อลมหายใจให้ร้านค้ารายย่อยและโชห่วยที่กำลังขาดสภาพคล่อง

- ข้อจำกัดสำคัญ : นี่ไม่ใช่ “ยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Stimulus)” แต่เป็นเพียง “มาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว (Relief)” เพราะหากหมดอายุโครงการ 4 เดือนนี้ไป แต่ต้นทุนพลังงานโลกยังสูงอยู่ กำลังซื้อก็จะกลับมาหดตัวรุนแรงเหมือนเดิม

มาตรการที่รัฐควรมีเพิ่มนอกจากไทยช่วยไทยพลัส

เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดเพื่อรับมือกับวิกฤติต้นทุนแพงแต่กำลังซื้อหดตัว ภาครัฐและภาคการเงินควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมใน 3 ด้านหลัก

ด้านการควบคุมต้นทุน (ฝั่งอุปทาน/Supply Side)

- แทรกแซงและตรึงราคาพลังงานอย่างเป็นระบบ  เนื่องจากพลังงานเป็นสารตั้งต้นของเงินเฟ้อรอบนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือปรับลดภาษีสรรพสามิตสรรพสินค้ากลุ่มพลังงานต่อเพื่อสกัดไม่ให้ค่าขนส่งพุ่งสูงเกินไป

- อุดหนุนปัจจัยการผลิตต้นน้ำ  นอกจากช่วยคนซื้อแล้ว รัฐควรช่วยคนผลิตด้วย เช่น มาตรการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ อุดหนุนปุ๋ยเคมี หรือเม็ดพลาสติก เพื่อให้ผู้ผลิตรายใหญ่ และ SME ไม่ต้องแบกทุนจนต้องฝืนปรับขึ้นราคาสินค้า

ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการ 

- สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) เพื่อเสริมสภาพคล่อง  ร้านค้าปลีก-ส่ง และ SMEs จำนวนมากไม่ได้ขาดช่องทางขาย แต่ขาด “เงินทุนหมุนเวียน” ในการสต็อกของราคาแพง การมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจขาดกระแสเงินสดจนต้องปิดตัว

- มาตรการลดหย่อนภาษี/ค่าใช้จ่ายให้ภาคธุรกิจ  เช่น การอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์หรือค่าน้ำมันมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อจูงใจให้ธุรกิจตรึงราคาสินค้าไว้ด้านการสร้างความยั่งยืนระยะยาว

- สนับสนุนงบประมาณหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ  ให้โรงงานและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ติดตั้ง Solar Rooftop หรือเปลี่ยนมาใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV) เพื่อตัดวงจรความผันผวนจากราคาน้ำมันโลกในระยะยาว