รายได้หลักของประเทศกว่า 80-90% มาจากการจัดเก็บภาษีอากร โดยแบ่งเป็น ภาษีทางอ้อม (เก็บจากสินค้าและบริการ) ประมาณ 55-60% และ ภาษีทางตรง (เก็บจากเงินได้และกำไร) ประมาณ 40-45% ซึ่งจัดเก็บผ่าน 3 หน่วยงานหลักในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของภาษีทั้งหมด ทุกคนที่ซื้อสินค้าและบริการต้องร่วมจ่ายภาษีเงินได้
2.ภาษีนิติบุคคล เป็นสัดส่วนประมาณ 29% จัดเก็บจากกำไรของบริษัทและห้างร้านต่างๆ
3.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% จัดเก็บจากผู้เข้าสู่ระบบยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ง.ด.) ประมาณ 10-11 ล้านคน
4.ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และอื่นๆ
(กรมสรรพากร เป็นผู้จัดเก็บภาษีในข้อ 1-4 ข้างต้นได้มากที่สุด ประมาณ 81-82% ของรายได้ภาษีทั้งหมด)
5.สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ และสินค้าที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง ภาษีสุรา ภาษียาสูบ และภาษีรถยนต์ กรมสรรพสามิต เป็นผู้จัดเก็บภาษีได้ประมาณ 15% ของรายได้ภาษีทั้งหมด
6.อากรขาเข้าและอากรขาออกของสินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศ กรมศุลกากร เป็นผู้จัดเก็บได้น้อยที่สุด 2-3% ของภาษีทั้งหมด
ข้อมูลการจัดเก็บจาก "ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา"
ข้อมูลสถิติล่าสุดของระบบภาษีไทย กลุ่มคนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราสูงสุดที่ 35% (ผู้ที่มีเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี) มีจำนวนประมาณ 26,000 ถึง 30,000 คนเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 0.1% ของประชากรไทยทั้งประเทศ หรือไม่ถึง 1% ของกลุ่มผู้ยื่นภาษีทั้งหมด
เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบโครงสร้างการกระจายภาษีในประเทศไทยชัดเจนขึ้น สถิติของกลุ่มผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถสรุปได้ ดังนี้
สรุปโครงสร้างผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทยประชากรไทยทั้งหมด
- จากกำลังแรงงานกว่า 40 ล้านคน (กลุ่มคนวัยทำงาน) มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.) เพียง 10-11 ล้านคน เท่านั้น ที่เป็นผู้เข้าสู่ระบบยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ง.ด.) (มีเงินได้สุทธิเกินเกณฑ์ยกเว้น 150,000 บาทต่อปี)
- มีเพียง 4.1 - 4.2 ล้านคน เท่านั้นที่จ่ายภาษีบุคคลธรรมดา
- ที่เหลืออีกประมาณ 6 ล้านคน ได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องจ่ายภาษีเนื่องจากรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์
การแบ่งสัดส่วนตามขั้นบันไดภาษีหลักหากเปรียบเทียบสัดส่วนกลุ่มคนที่จ่ายภาษีตามฐานข้อมูล กรมสรรพากร จะพบการกระจุกตัวดังนี้
- ฐานภาษี 5-10% (รายได้สุทธิ 150,001 - 500,000 บาท) เป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่สุดในระบบ (มนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ปานกลางขั้นต้น) รวมกันราว 2.7 - 3 ล้านคน
- ฐานภาษี 15-25% (รายได้สุทธิ 500,001 - 2,000,000 บาท) กลุ่มคนชั้นกลางระดับบนและผู้บริหารระดับต้น มีจำนวนรวมกันหลักแสนคน
- ฐานภาษี 30% (รายได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท) กลุ่มผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของกิจการขนาดกลาง มีประมาณ 45,000 คน
- ฐานภาษี 35% (รายได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาท) กลุ่ม Top สูงสุดของประเทศ มีจำนวน 26,000+ คน ตามที่กล่าวไปข้างต้นตัวเลขกลุ่มคนฐาน 35% นี้ สะท้อนว่าเม็ดเงินภาษีบุคคลธรรมดาก้อนใหญ่ของประเทศ ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มประชากรระดับบนจำนวนไม่กี่หมื่นคนนี้ ควบคู่ไปกับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนในระบบที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ยาก
สรุป ใครจ่ายมาก ใครจ่ายน้อย แล้วใครไม่จ่ายเลย
- กลุ่ม Top สูงสุดของประเทศ มีจำนวนประมาณ 26,000+ คน ที่เสียภาษีในอัตรา 35% สะท้อนว่าเม็ดเงินภาษีบุคคลธรรมดาก้อนใหญ่ของประเทศ ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มประชากรระดับบนจำนวนไม่กี่หมื่นคนนี้
- ควบคู่ไปกับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนในระบบที่หลีกเลี่ยงภาษีไม่ได้อีกประมาณ 4 ล้านคน ที่อยู่ในเกณฑ์ “เสียภาษีจริง” มีรายได้เงินเดือนเฉลี่ยเกิน 26,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นผู้แบกภาระในการจ่ายภาษีมากที่สุด
- ขณะที่ มนุษย์เงินเดือนที่เหลือ 6 ล้านคน ได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องจ่ายภาษีเนื่องจากรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์
- แรงงานนอกระบบขนาดใหญ่กว่า 30 ล้านคน ซึ่งเป็น คนไทยจำนวนมากทำงานอิสระ ค้าขายแผงลอย รับจ้างทั่วไป หรือเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่ง “มีรายได้” แต่ “ไม่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย” และหลุดออกจากระบบการจัดเก็บของรัฐ ไม่ได้จ่ายภาษีบุคคลธรรมดาเลย
- อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่ได้จ่ายภาษีทางตรง แต่ทุกคนก็ต้องจ่ายภาษีทางอ้อม จาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร กันถ้วนหน้า 66 ล้านคน

