ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน เม.ย.2569 ลดลง 7.2 จุด เทียบเดือน มี.ค.
โดยปรับลดลงทุกองค์ประกอบของดัชนี SSSG (MoM) : Spending per Bill และ Frequency of Shopping และทุกภูมิภาค ผลจากผู้บริโภคชะลอการซื้อลง หลังจาก panic buy ในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดความกังวลต่อราคาพลังงานและสินค้าอาจขาดแคลน
มีเพียงห้างสรรพสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังต่ำกว่าระดับที่ 50 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อผู้บริโภคฐานล่างที่อ่อนแอ ต้นทุนการดำรงชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางต้องประหยัด เริ่มชะลอการจับจ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น เศรษฐกิจ K-Shape กำลังเปลี่ยนผ่านเข้า สู่เศรษฐกิจ E-Shape ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว
ภาพรวมเดือน เม.ย.2569 เป็นอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน เม.ย.2569 ต่อเดือน มี.ค.2569 จะพบว่า
SSSG (MoM) ปรับจาก 52.8 จุด ไปที่ 40.6 จุด ลดลง 12.2 จุด
Spending Per Bill ปรับจาก 49.3 จุด ไปที่ 43.8 จุด ลดลง 5.5 จุด
Frequency of Shopping ปรับจาก 49.3 จุด ไปที่ 45.6 จุด ลดลง 3.7 จุด
ผลจาก SSSG(MoM) ปรับลดลง 12.2 จุดสะท้อนให้เห็นว่า ภาพรวมยอดขายเดือน เม.ย.2569 เทียบเดือน มี.ค.2569 ลดลงเล็กน้อย สะท้อนการชะลอการจับจ่าย หลังเป็นการซื้อแบบ Panic Buy ไม่ใช่การซื้อแบบปกติ เดือน มี.ค. Spending Per Bill ลดลง 5.5 จุด ขณะที่ Frequency of Shopping ลดลงเพียง 3.7 จุด สะท้อนถึง ผู้บริโภคออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ แต่ใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้น
เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสะท้อนภาวะกดดันด้านค่าครองชีพ
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้น 2.89% (YoY) พุ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน (นับจากเดือน ก.พ.2566) และเป็นการกลับมาบวกครั้งแรกหลังติดลบต่อเนื่องมานาน
สนค. ยังคาดการณ์ต่ออีกว่า เงินเฟ้อเดือน พ.ค.2569 ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง (ประมาณ 3.06%) จากฐานราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
โดยปัจจัยและผลกระทบที่สะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. มีประเด็นสำคัญดังนี้
- อัตราเงินเฟ้อในหมวดต้นทุนพลังงาน 18.9% (YoY) ส่งผลให้ขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน
- หมวดค่าขนส่ง และเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 4.14% ส่งผลให้ ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถตู้ และรถประจำทางปรับอากาศเตรียมขอปรับราคากันเป็นระลอก
- หมวดอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.98% ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนขนส่งวัตถุดิบและค่าขนส่งสินค้าที่แพงขึ้น ทำให้ราคาอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง, ก๋วยเตี๋ยว) เริ่มขยับราคาขึ้นตาม
ผลกระทบ สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุน (Raw Material & Transport) ที่สะสมมานานได้ จึงเริ่มส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่ายปลีก ทำให้ค่าครองชีพรายวันของผู้บริโภคสูงขึ้น โดยรวมแล้ว เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อน “ภาวะกดดันด้านค่าครองชีพ” ที่กลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง โดยมีปัจจัยภายนอก (ภูมิรัฐศาสตร์) และปัจจัยภายใน (สภาพอากาศและต้นทุนการผลิต) เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
เศรษฐกิจ K-Shape เปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจ E-Shape
บทวิเคราะห์ของ Bank of America (BofA) ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เคยแยกเป็นแค่ “บนกับล่าง” (K-shape) เปลี่ยนมาเป็น 3 ขีดของตัว E (E-shape) เศรษฐกิจปี 2026 กำลังเปลี่ยนจาก “รูปตัว K” (รวย-จน แยกทาง) เป็น “เศรษฐกิจรูปตัว E” (E-Economy) แบ่งออกเป็น 3 ขีด บน-กลาง-ล่าง ดังนี้
- ขีดบน (High Income) (Top 10%) คนรวยกลุ่มนี้ ยังคงมีกำลังซื้อสูงต่อเนื่อง ขับเคลื่อนการบริโภคสินค้าหรูหรา โดยได้อานิสงส์จากมูลค่าสินทรัพย์และตลาดหุ้นที่เติบโต ได้ประโยชน์จาก “Wealth Effect” หรือราคาของสินทรัพย์ (หุ้นและอสังหาริมทรัพย์) ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและยังใช้จ่ายได้ปกติ
- ขีดกลาง (Middle Income) เคยเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ แต่ช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา เริ่มเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการแบกรับต้นทุนการครองชีพและหนี้สินจนเริ่มจ่ายไม่ไหวล่าง เงินออมส่วนเกินจากช่วงโควิดเริ่มหมดลง ประกอบกับดอกเบี้ยนโยบายที่ค้างสูงนาน ทำให้เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ (เช่น บัตรเครดิตหรือสินเชื่อรถยนต์)
- ขีดล่าง (Low Income): กลุ่มรายได้น้อยเผชิญวิกฤติความสามารถในการแข่งขัน หนี้สินล้นพ้นตัว และฟื้นตัวช้า ทำให้ช่องว่างความรวยและจนห่างกันมากกว่าเดิม ได้รับผลกระทบหนักสุดจากเงินเฟ้อในหมวดสินค้าจำเป็น (อาหารและค่าเช่าที่พัก) ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างรุนแรง
แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่ 2 ขา (รวย-จน) เหมือน K-shape แต่เป็น 3 ชั้นความเหลื่อมล้ำ (รวย-กลาง-จน) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
เหตุผลที่ดัชนีเดือน เม.ย.ปีนี้ ลดลง เดือน มี.ค.
โดยทั่วไป ยอดขาย เดือน เม.ย. น่าจะดีกว่าเดือน มี.ค. เนื่องจากเดือน เม.ย. เป็นช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา มีกิจกรรมส่งเสริมมากมายตลอดวันหยุด 4-5 วัน แต่ปีนี้ ยอดขายเดือน เม.ย. ลดลง เทียบเดือน มี.ค. เนื่องจาก ผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย หลังกังวลต่อราคาพลังงานและสินค้าอาจขาดแคลน ทำให้เกิดการเร่งซื้อสินค้ากักหนุนล่วงหน้า (Panic Buy) ในเดือน มี.ค.
อีกทั้งปีนี้ ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา น้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา จากค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ค่าสาธารณูปโภคก็สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมากเดือน เม.ย.เป็นช่วงอากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปี ส่งผลให้ภาระค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “เงินในกระเป๋า” ที่เหลือหลังจากจ่ายค่าสาธารณูปโภคจึงลดลง ทำให้ผู้บริโภคระวังการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น (Discretionary Income ลดลง)
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งสินค้า การปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่สะสมมาเริ่มส่งผลชัดเจนในเดือน เม.ย.ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มตึงตัวและตัดสินใจซื้อช้าลงสำหรับกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง
เดือน เม.ย.มักเป็นช่วงที่กิจกรรมการก่อสร้างหยุดชะงักเนื่องจากแรงงานเดินทางกลับภูมิลำเนาและเป็นช่วงพักงานยาว ทำให้ยอดขายในกลุ่มงานโครงการหรือวัสดุโครงสร้างลดลงเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ที่เป็นช่วงเร่งปิดงานก่อนหยุดยาวความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้น 6.3 จุด ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนถึง ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวผู้ประกอบเกือบร้อยละ 62 ระบุว่า มีสินค้าคงคลังเหลืออยู่ไม่เกิน 3 เดือน ส่งผลให้อาจต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วง 3 เดือนข้างหน้าต้นทุนสินค้าขยับขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกขึ้นได้มาก (ปรับได้ 3-5%) ด้วยกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ผู้ประกอบการจะเผชิญกับภาวะ Margin Squeeze
กล่าวโดยสรุป ปัจจัยหลักคือการเปลี่ยนผ่านจาก “การซื้อแบบ Panic Buy” ในเดือน มี.ค.ไปสู่ “การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวและค่าสาธารณูปโภค” ในเดือน เม.ย.ด้วยต้นทุนการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อที่อ่อนแอ ส่งผลให้ยอดขายในเดือน เม.ย.ลดลงเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

