วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์ - แยกแยะให้เป็น ระหว่าง Food Fraud กับ Food safety

วิเคราะห์ - แยกแยะให้เป็น ระหว่าง Food Fraud กับ Food safety

ประเด็นร้อนแรง (Viral) ในช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นการออกมาเคลื่อนไหวของ CEO แบรนด์เสริมอาหารชื่อดัง ที่ได้นำผลิตภัณฑ์โปรตีนพืชแบรนด์ดัง ที่มียอดขายถล่มทลายในโซเชียลมีเดีย ส่งไปตรวจแล็บมาตรฐาน ผลตรวจพบว่ามีโปรตีนจริงเพียง... ที่เหลือเป็นแป้งและน้ำตาล ซึ่งไม่ตรงตามฉลาก

พฤติกรรมดังกล่าว ในโลกของการผลิตอาหาร เราเรียกว่า “Food Fraud” หรือ การทุจริตอาหาร ซึ่ง GFSI (Global Food Safety Initiative) นิยามไว้ว่ามันคือ “การตั้งใจหลอกลวงเพื่อผลกำไร” ซึ่งแตกต่างกับ “Food Safety” ตรงที่ “เจตนา” และ “แรงจูงใจ” 

“Food Fraud” คือการ วางแผนมาอย่างดี เพื่อประหยัดเงินหรือหาเงินให้ได้มากขึ้น โดยไม่สนว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบอย่างไรส่วน “Food Safety” คือการจัดการความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา มักเกิดจากความประมาทหรืออุบัติเหตุ

Food Fraud คือ การทุจริตด้านอาหาร

7 รูปแบบการทุจริตอาหาร (Food Fraud Types)

1.การเจือปน (Adulteration) คือการเติมสารอื่นลงไปเพื่อเพิ่มปริมาณหรือลดต้นทุน โดยที่สารนั้นมักจะมีราคาถูกกว่า หรือบางครั้งก็เป็นอันตราย  

ตัวอย่าง : การผสมน้ำมันปาล์มลงในน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Extra Virgin) การเติมสารเมลามีนในนมผงเพื่อหลอกค่าโปรตีน

2.การทดแทน (Substitution) การนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำหรือราคาถูกกว่ามาแทนที่วัตถุดิบหลักทั้งหมดหรือบางส่วน 

ตัวอย่าง : การใช้เนื้อปลาเกรดต่ำมาสวมรอยเป็นปลาหิมะ หรือการใช้เนื้อสัตว์ประเภทอื่นมาผสมในเนื้อวัวบด

3.การปลอมแปลง (Counterfeiting) การก๊อปปี้สินค้าแบรนด์ดัง ทั้งบรรจุภัณฑ์ โลโก้ และรูปลักษณ์ภายนอก เพื่อหลอกขายในราคาของจริง 

ตัวอย่าง : ไวน์ราคาแพงปลอม ซอสปรุงรสที่ใช้ขวดและฉลากเลียนแบบยี่ห้อดังในตลาด

4.การติดฉลากไม่ตรงความจริง (Mislabeling) การระบุข้อมูลบนฉลากที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

ตัวอย่าง : อ้างว่าเป็น “Organic” ทั้งที่ใช้สารเคมี ระบุวันหมดอายุให้นานขึ้น (Re-dating) หรือระบุแหล่งกำเนิดสินค้าปลอม (เช่น อ้างว่าเป็นเนื้อนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งที่เป็นเนื้อในประเทศ)

5.การเสริมแต่งที่ผิดกฎหมาย (Unapproved Enhancement) การใส่สารเคมีหรือสารปรุงแต่งที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้หน้าตาอาหารดูดีเกินจริง 

ตัวอย่าง : การใส่สีย้อมผ้าในพริกป่นเพื่อให้ดูแดงสด การฉีดสารเร่งเนื้อแดงในหมู

6.การยักยอก/ตลาดมืด (Diversion/Grey Market) การเอาสินค้าที่ผลิตเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง หรือขายในพื้นที่หนึ่ง ไปขายในอีกที่หนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตัวอย่าง : การนำอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาติดป้ายขายใหม่ในห้างสรรพสินค้า

7.การโจรกรรม (Theft) สินค้าที่ถูกขโมยมาแล้วนำกลับเข้าสู่ระบบการค้าปกติ ซึ่งตรวจสอบที่มาที่ไปไม่ได้ ทำให้เสี่ยงต่อความปลอดภัย 

ตัวอย่าง : สินค้าที่ถูกขโมยระหว่างขนส่ง แล้วนำไปขายต่อในตลาดมืดโดยไม่มีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม

Food safety คือ ความปลอดภัยด้านอาหาร

Food Safety หรือความปลอดภัยของอาหาร หมายถึง การจัดการให้อาหารที่นำมาบริโภคมีความปลอดภัย โดยไม่มีสิ่งปนเปื้อนในอาหาร หรืออันตรายในอาหาร (Food Hazard) จากอันตรายทางชีวภาพ เคมี และกายภาพ ตลอดห่วงโซ่อาหารตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง การจำหน่าย ตลอดจนถึงการบริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ปลอดภัย ปราศจากสารปนเปื้อน และไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพนั่นเอง

อันตรายในอาหาร (Food Hazard) หมายถึง สารปนเปื้อนหรือสิ่งปนเปื้อนในอาหารที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคเมื่อรับประทานเข้าไป และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริโภค โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

1.อันตรายทางกายภาพ (Physical Hazard) วัตถุแปลกปลอมที่เจือปนอยู่ในอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคมากที่สุด เนื่องจากทำให้ได้รับอันตรายทันทีเมื่อรับประทานเข้าไป และง่ายการระบุหรือจับต้องได้ เช่น เศษเปลือกสัตว์หรือพืชผล เศษแก้ว หิน ดิน ทราย หรือวัตถุที่มาจากการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นต้น

2.อันตรายทางชีวภาพ (Biological Hazard) อันตรายที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ พยาธิ หรือไวรัส ซึ่งสามารถแพร่เชื้อโดยใช้อาหารเป็นสื่อนำ หากผู้บริโภครับประทานเข้าไป อาจทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือมีปัญหาทางสุขภาพได้

3.อันตรายทางเคมี (Chemical Hazard) สารเคมี หรือสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ซึ่งโอกาสเจือปนสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การเพาะปลูกหรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร การผลิต การแปรรูป หรือการบรรจุหีบห่อ ตลอดจนการส่งมอบไปจนถึงผู้บริโภค เช่น ยาฆ่าแมลง สารปรุงแต่ง หรือสารเคมีทำความสะอาด

การให้ความสำคัญกับ Food Safety เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมให้ธุรกิจอาหารเติบโตอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงงานผลิตอาหาร

ความแตกต่างระหว่าง Food Fraud และ Food Safety

Food safety คือ ความปลอดภัยด้านอาหาร เป็นการป้องกันอันตรายไม่ให้ปนเปื้อนสู่อาหารที่มาในรูปแบบของการไม่เจตนา โดยเราสามารถนำระบบจัดการด้านสุขลักษณะและความความปลอดภัยอาหารมาใช้ควบคุมตามความเสี่ยง เช่น ระบบ GMP GHP HACCP เป็นต้น และใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน 

ตัวอย่าง case เกี่ยวกับ Food safety เช่น พบเส้นผมปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากพนักงานสวมหมวกไม่มิดชิด, การพบเชื้อก่อโรคในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากกระบวนการฆ่าเชื้อไม่สมบูรณ์ เป็นต้น

Food fraud ง่ายๆ คือ การปลอมอาหาร การปลอมอาหารมักจะเกิดจากแรงจูงใจเป็นด้านเศรษฐศาสตร์(หรือต้องการขายของในราคาที่สูงกว่าที่เป็นจริง) เราต้องมีการประเมินความเสี่ยงต่อการปลอมอาหาร เช่น PAS 96 VACCP, Likelihood of Occurrence and Likelihood of Detection เป็นต้น 

ตัวอย่าง case เกี่ยวกับ Food fraud เช่น พบการปนเปื้อนสารเมลามีนในนม เนื่องจากเกษตรกรตั้งใจนำสารเมลามีนใส่ไปในนม เพื่อต้องการขายนมที่มีราคาสูงขึ้น (เพราะจะทำให้โรงงานวัดค่า Nitrogen ในนมได้สูง ทำให้แปรผลผิด ว่านมมีปริมาณโปรตีนสูง) , พบมีการใส่ Sudan red ในพริกป่น เพื่อให้พริกป่นมีสีแดงๆ จะได้ขายในราคาที่สูงๆ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป Food Fraud และ Food Safety แตกต่างกันที่ “เจตนา” และ “แรงจูงใจ” Food Fraud คือการ วางแผนมาอย่างดี เพื่อประหยัดเงินหรือหาเงินให้ได้มากขึ้น โดยไม่สนว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบอย่างไร 

ทั้งนี้ Food Fraud เป็นการปลอมแปลงอาหารโดยเจตนาเพื่อผลกำไรทางเศรษฐกิจ (Economic Gain) เช่น การผสมสารอื่นลงในนมเพื่อให้ค่าโปรตีนสูงขึ้น ส่วน Food Safety คือการจัดการความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา มักเกิดจากความประมาทหรืออุบัติเหตุ