วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

เอสเอ็มอีกับความเข้าใจสภาวะราคาตลาดผันผวน

เอสเอ็มอีกับความเข้าใจสภาวะราคาตลาดผันผวน

ปรากฏการณ์ตลาดผันผวนมักจะสังเกตได้จากราคาสินค้าที่ขายในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงจากระดับปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นในกรณีราคาแพงขึ้น หรือราคาตกต่ำ อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ตลาด” อาจแบ่งออกเป็นได้หลายประเภท เช่น ตลาดของผู้ขาย ตลาดของผู้ซื้อ และตลาดเสรีหรือตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ที่มีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมากและไม่มีผู้ใดมีอิทธิพลในการกำหนดราคาตลาดได้

แน่นอนว่า ตลาดที่มีผู้ซื้อรายใหญ่เพียงรายเดียว หรือมีกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่น้อยราย ผู้ซื้อย่อมมีอิทธิพลเหนือผู้ขายในการกำหนดราคา หรือ ตลาดที่มีผู้ขายผูกขาดเพียงรายเดียว ตลาดที่มีผู้ขายรายใหญ่เพียงน้อยราย ตลาดเฉพาะด้าน เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ยา ฯลฯ ที่อาจมีผู้ขายหลายราย แต่ผู้ขายสามารถเป็นผู้ควบคุมราคาขายได้

จะเห็นได้ว่า สภาวะตลาดผันผวนที่เป็นไปตามธรรมชาติและสถานการณ์แวดล้อมโดยไม่มีใครเป็นผู้ควบคุมราคาในตลาดได้แต่ผู้เดียว และราคาในตลาดจะเคลื่อนไหวไปตามความต้องการจากผู้ซื้อ จะปริมาณสินค้าที่ผู้ขายจะผลิตหรือจัดหามาได้

ตลาดที่สมดุล โดยความต้องการสินค้าและปริมาณสินค้าในตลาดมีปริมาณที่สมดุลกัน จะทำให้ราคาขายในตลาดคงที่ ไม่ผันผวนแพงขึ้นหรือถูกลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะอยู่ในสภาวะที่การแข่งขันสมบูรณ์ อาจมีปรากฏการณ์ที่อาจจะข้ามาทำให้ราคาสินค้าที่สมดุลนิ่งอยู่ เกิดการผันผวนขึ้นได้ เช่น

ความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลตลาด ที่ผู้บริโภคไม่อาจทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้าได้ละเอียดถูกต้องได้เท่าผู้ผลิต อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อราคาสินค้าที่ผู้บริโภคตัดสินใจผิดในการเลือกซื้อ

อีกสาเหตุหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นจาก ผลกระทบจากต้นเหตุภายนอก (Externality) ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของฝ่ายหนึ่งไปก่อให้เกิดต้นทุนหรือผลประโยชน์แก่ฝ่ายอื่นที่นอกเหนือจากผู้ผลิตและผู้ซื้อ โดยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อสภาวะปกติของตลาด

ผลกระทบจากภายนอกด้านลบที่ก่อให้เกิดต้นทุนทางอ้อมต่อผู้อื่น เช่น มลพิษจากโรงงานของผู้ผลิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยรอบ ไม่เฉพาะเกิดต่อผู้ขาย ทำให้ผู้ผลิตสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

หรือสินค้าสาธารณะ เช่น ถนน สะพาน การป้องกันประเทศ ฯลฯ ที่ผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้าไม่อาจกีดกันผู้บริโภคให้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้สินค้าเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ภาครัฐต้องเข้ามาเป็นผู้จัดหา โดยให้รายได้จากการเก็บภาษีของประชาชนมาจัดหา ทำให้ผู้เสียภาษีอาจไม่เคยได้รับประโยชน์จากการใช้งานสินค้าสาธารณะนั้นๆ เลยก็ได้

ในทางกลับกัน ผลกระทบภายนอกด้านบวกให้ผลประโยชน์ที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น ระบบการศึกษาของรัฐที่ดีขึ้นนำไปสู่แรงงานที่มีทักษะมากขึ้น ซึ่งช่วยเศรษฐกิจโดยรวม

จะเห็นได้ว่า สภาพสมดุลของผู้บริโภคและผู้ผลิตหรือผู้จัดหาที่อาจจะอยู่ภายใต้ระบบตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ กลไกราคาของตลาดอาจจะไม่สามารถเข้าถึงราคาสมดุลได้ โดยอาจมีผู้ได้ประโยชน์เพิ่มโดยไม่มีต้นทุนใช้จ่ายเลย ก็เป็นได้!!??!!