วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน 2569

Login
Login

ดัชนี RSI เดือน มี.ค. 'ไม่แปลกใจ' ปรับขึ้น 13.5 จุด ผลจากผู้บริโภคเร่งซื้อสินค้ากักตุนล่วงหน้า (Panic Buy)

ดัชนี RSI เดือน มี.ค. 'ไม่แปลกใจ' ปรับขึ้น 13.5 จุด ผลจากผู้บริโภคเร่งซื้อสินค้ากักตุนล่วงหน้า (Panic Buy)

ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และ ธนาคารแห่งประเทศไทย) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน มี.ค.2569 เพิ่มขึ้น 13.7 จุด เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.

โดยปรับเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบของดัชนี SSSG (MoM) Spending per Bill และ Frequency of Shopping และทุกภูมิภาค รวมถึง ร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าหมวด FMCG และวัสดุก่อสร้าง ยกเว้นเพียงร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้าที่กลุ่มผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังในการจับจ่ายและชะลอการบริโภค

ภาพรวมเดือน มี.ค.2569 เป็นอย่างไร

เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน มี.ค.2569 ต่อเดือน ก.พ.2569 เราจะพบว่า

SSSG (MoM) ปรับจาก 31.1 จุด ไปที่ 52.8 จุด เพิ่มขึ้น 21.7 จุด

Spending Per Bill ปรับจาก 36.1 จุด ไปที่ 49.3 จุด เพิ่มขึ้น 13.2 จุด

Frequency of Shopping ปรับจาก 43.9 จุด ไปที่ 49.3 จุด เพิ่มขึ้น 5.4 จุด

ผลจาก SSSG (MoM) ปรับเพิ่มขึ้น 21.7 จุดสะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือน มี.ค.2569 เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2569 ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า การซื้อแบบ Panic Buy ไม่ใช่การซื้อแบบปกติ Spending Per Bill เพิ่มขึ้น 13.4 จุด ในขณะที่ Frequency of Shopping เพิ่มขึ้นเพียง 5.4 จุด สะท้อนถึง การซื้อแบบ Panic buy ที่ชัดเจน

ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ผ่านมา 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ปฏิบัติการที่ในช่วงแรก มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศ แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามรบ มันสะท้อนออกมาในรูปของราคาน้ำมันที่ผันผวน ต้นทุนเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อทิศทางของสถานการณ์ในระยะต่อไป

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งอย่างรุนแรงและฉับพลันเช่นกัน เนื่องจากจุดปะทะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “หัวใจ” ของการค้าโลก ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอาจจนถึงสิ้นปี 2569 ดังนี้

1.วิกฤติต้นทุนพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ (Energy & Inflation Shock)

- ต้นทุนสินค้าจะขยับขึ้น  ต้นทุนค่าขนส่ง (Logistics) และค่าไฟจะพุ่งสูงขึ้นทันที

- ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งจะเผชิญกับภาวะ Margin Squeeze หรือกำไรถูกบีบ เนื่องจากต้นทุนสินค้า (Cost of Goods Sold) สูงขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกขึ้นได้ทันทีตามกำลังซื้อที่อ่อนแอ

2.ห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน (Supply Chain Disruption)

- Longer Logistics Time  การที่เส้นทางทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง (Suez Canal/Bab el-Mandeb) มีความเสี่ยงสูง ทำให้สายการเดินเรือหลักต้องอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาขนส่งอีก 2-4 สัปดาห์

- สินค้าขาดแคลน (Out of Stock) สินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง (เหล็ก, อะลูมิเนียม) จะเผชิญภาวะของขาดตลาดและราคาผันผวนสูง

3.ผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภค (Consumer Impact)

- GDP ไทยเสี่ยงถดถอย สำนักวิจัย (เช่น KKP และวิจัยกรุงศรี) ประเมินว่าหากสงครามลากยาว จีดีพีไทย ปี 2569 อาจโตต่ำกว่า 0.7% หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย

- ความเชื่อมั่นดิ่งเหว ผู้บริโภคจะชะลอการจ่ายเงินในกลุ่มสินค้าไม่จำเป็น (Discretionary Income) และหันไปเน้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเท่านั้น (Consumer Staples) ส่งผลให้ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์มียอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยสนับสนุนหลัก (Supportive Factors) พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ไปจนถึงสิ้นปี 2569 ยังมี “เครื่องยนต์ขับเคลื่อน” สำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและบริการเติบโตได้ หากสามารถจับจังหวะและปรับตัวได้ทัน

สรุปปัจจัยสนับสนุนหลัก (Supportive Factors) ที่จะเป็นโอกาสทอง

1.Public Investment โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเริ่มเห็นผลในช่วงกลางปี จะช่วยกระจายรายได้สู่แรงงานและท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจค้าส่งวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภค

2.โอกาสจากสินค้า Private Label Brand หลังจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับสินค้าตราห้างในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว ไตรมาส 2-4 จะเป็นช่วงที่แบรนด์เหล่านี้ “ติดตลาด” ร้านค้าที่พัฒนาสินค้า PLB ให้มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์นำ (National Brand) จะเก็บเกี่ยวผลกำไร (Margin) ได้สูงขึ้นมาก

3.การเปลี่ยนผ่านจาก Efficiency สู่ Hyper-Velocity  หลังจากจบไตรมาสแรกที่มักจะเป็นช่วงจัดระเบียบสต็อกสินค้า (Inventory) ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตได้ดีคือกลุ่มที่ใช้ Inventory Velocity เป็นตัวตั้งแทนกำไรขั้นต้น

กล่าวโดยสรุป

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง เป็นปีที่ไม่น่าที่จะมุ่งทำยอดขาย แต่น่าจะเป็นปีที่มุ่งรักษายอดกำไรมากกว่า สินค้าที่วางอยู่บนชั้นคือ เงินทุนที่จมอยู่ หากสินค้าหมุนเวียนเร็ว (High Velocity) ห้างจะได้เงินสดกลับมาเร็วเพื่อนำไปหมุนเวียนซื้อสินค้าล็อตใหม่ หรือนำไปลงทุนในส่วนอื่นๆ ดังนั้น สินค้าที่ขายได้เร็วทำให้เงินสดกลับเข้าสู่ธุรกิจเร็วขึ้น 

ในขณะเดียวกัน การเก็บสินค้าไว้นานๆ มี "ต้นทุนแฝง" เสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าคลังสินค้า ค่าไฟฟ้า (โดยเฉพาะสินค้าแช่เย็น) ค่าแรงพนักงานดูแล ค่าสินค้าเสียหายสูญหาย และค่าประกันภัย หากสินค้าหมุนเร็ว ต้นทุนเหล่านี้ต่อหน่วยก็จะต่ำลง ทำให้กำไรสุทธิ (Net Profit) เพิ่มขึ้น