เรื่องที่ยกมาถกเถียงกันมากเท่าที่ผมพบมาก็คือ เรื่องของการตั้งศูนย์ล้อรถยนต์ เป็นการเถียงกันระหว่างการตั้งศูนย์ล้อด้วยเครื่องมือทันสมัย ที่วัดค่าออกมาเป็นตัวเลขแบบดิจิทัล แสดงที่หน้าปัดหรือที่หน้าจอ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นในการตั้งศูนย์ล้อ ด้วยการใช้เชือกหรือด้าย หรือสายวัดระดับแบบที่ช่างยุคเก่าใช้กัน
หัวข้อถกเถียงกันดังกล่าวที่เล่ามานั้น ผมคงไม่สามารถตัดสินได้ว่าฝ่ายไหนถูกหรือฝ่ายไหนผิด เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าคนที่อ่านข้อมูลจากเครื่องสมัยใหม่ หรือคนที่ปรับตั้งค่าเริ่มต้นของเครื่องมือ ทำได้ถูกต้องตามหลักการ หรือตามที่ผู้ผลิตเครื่องกำหนดไว้หรือไม่ ในขณะเดียวกันหากเชื่อมั่นในประสบการณ์ของช่าง ก็ต้องดูว่าช่างที่มีประสบการณ์นั้น ผ่านประสบการณ์มามากหรือน้อยเพียงใด ลองผิดลองถูกจนได้ข้อสรุปมามากน้อย หรืออยู่กับวิธีการดังกล่าวมานานเพียงใด
ตัวผมเองจะว่าไปแล้วก็น่าจะอยู่ในกลุ่มคนโบราณล้าหลัง หรือหากจะเรียกแบบถนอมน้ำใจกันหน่อย ก็ต้องเรียกว่า เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มอนุรักษ์นิยม พูดง่าย ๆ ก็คือ ยังเชื่อมั่นในเรื่องประสบการณ์ของช่างมากกว่า และจะยิ่งเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น หากว่าช่างที่มีประสบการณ์ ใช้เครื่องมือหรือเครื่องวัดสมัยใหม่ เข้ามาทำงานร่วมกันกับประสบการณ์ของตัวช่างเอง จะพูดว่าผมเชื่อมั่นที่สุดในการตัดสินใจแบบผสมผสาน ระหว่างประสบการณ์กับเครื่องมือก็ว่าได้
จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายสำคัญที่สุด ในการทำงานทุกวันนี้ในสื่อทุกชนิดที่ผมรับผิดชอบ และที่เกี่ยวกับรถยนต์ คือต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกคนเกิดความปลอดภัยจากการใช้รถใช้ถนน และเกิดความประหยัดเงินและประหยัดเวลาจากการใช้รถ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในหลาย ๆ คำแนะนำของผม จะยึดถือหลักการต่างจากบริษัทผู้ผลิต หรืออาจจะมีคำแนะนำที่ต่างกันกับช่างในศูนย์บริการของบริษัทรถยนต์ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าผมกับช่างมีความเห็นต่างกัน เพียงแต่วัตถุประสงค์และหลักการต่างกันเท่านั้นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ผมพยายามแนะนำเสมอมาก็คือ อยากให้คนใช้รถยนต์ทุกคน มีความสามารถในการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตนเอง สังเกตความผิดปกติต่าง ๆ เพื่อรับรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจจะไม่สามารถรู้ได้ว่าผิดปกติอย่างไร แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เป็นความผิดปกติจากเสียง หรือผิดปกติจากความรู้สึก เพื่อที่จะได้บอกกับช่างให้หาจุดผิดปกติได้ง่ายขึ้น
วันนี้ผมจึงจะมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการตรวจสอบรถยนต์ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ และใช้วัสดุที่อยู่ใกล้ตัวซึ่งทุกบ้านมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาซื้อเครื่องมือพิเศษหรือวัสดุอื่น ๆ และวิธีการใช้งานและการอ่านค่าของการตรวจก็ง่ายมาก ง่ายในระดับที่ผู้หญิงหรือเด็กเล็กก็สามารถอ่านค่าได้
วัสดุที่ใช้ในการตรวจสอบรถยนต์วันนี้ ผมแนะนำให้ใช้แป้งโรยตัวทั่วไป ยี่ห้ออะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นแป้งสำหรับโรยทาตัวเท่านั้น ห้ามใช้แป้งสำหรับทำอาหารเป็นอันขาด
ในรถยนต์ที่มีซันรูฟและต้องการตรวจสอบว่า ยางขอบกระจกซันรูฟชำรุดหรือยัง หรือจะทำให้มีน้ำรั่วลงมาตามขอบยางหรือไม่ ก็ให้ใช้แป้งทาตัวไปลูบบาง ๆ ให้ทั่วยางขอบซันรูฟ จากนั้นจึงใช้น้ำฉีดไปที่หลังคารอบบริเวณซันรูฟ เสร็จแล้วจึงเช็ดน้ำให้แห้ง แล้วเปิดซันรูฟขึ้นมาตรวจสอบ ถ้ายางที่ทาไว้บริเวณยางขอบซันรูฟยังแห้งสนิท ก็หมายความว่ายังไม่รั่วแน่นอน แต่หากมีรอยเปียกติดบริเวณที่ทาแป้งเอาไว้ ก็แสดงว่าบริเวณนั้นอาจจะมีการรั่วของน้ำ หรืออาจจะมีการรั่วของลมจากภายนอกเกิดขึ้น ซึ่งต้องเปลี่ยนยางขอบซันรูฟทั้งหมด
เช่นเดียวกันกับบริเวณห้องเก็บของใต้ฝากระโปรงท้าย ก็สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการเดียวกัน คือเอาแป้งไปลูบบาง ๆ หรือทาที่ยางขอบฝากระโปรง แล้วใช้น้ำฉีดเข้าไปที่บริเวณดังกล่าว จากนั้นจึงเปิดขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ หากมีรอยน้ำไหลผ่านเข้าไปจนแป้งที่ทามีรอยเปียกเกิดขึ้น ก็แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นมีการรั่วซึมเกิดขึ้น
แป้งทาตัวที่นำมาใช้งานนั้น นอกเหนือไปจากใช้ในการตรวจสอบรอยรั่วต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถมาใช้ตรวจสอบ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสายพานได้อีกด้วย
เช่นรถยนต์ที่มีเสียงในห้องเครื่อง แล้วสงสัยว่าอาจจะเกิดขึ้นจากสายพาน ก็ใช้แป้งทาตัวโรยลงไปตามสายพานให้ทั่ว แล้วทดลองติดเครื่องยนต์ หากเสียงที่เกิดขึ้นนั้นหายไป ก็แสดงว่าเสียงผิดปกตินั้นเกิดขึ้นจากสายพานแน่นอน และการที่เสียงหายไปหลังจากโรยแป้งลงไปแล้ว ก็เป็นเพราะแป็งไปทำให้ความฝืดของสายพานลดลง จนทำให้ไม่มีเสียงผิดปกติเกิดขึ้น
การแก้ไขอย่างถาวรสำหรับเสียงดังกล่าว อาจจะใช้การปรับตั้งความตึงหย่อนของสายพาน หรืออาจจะใช้การปรับความเอียง หรือปรับแนวการเยื้องกันระหว่างพูลเล่ย์ หรือท้ายที่สุดอาจจะต้องเปลี่ยนสายพานเส้นใหม่
ในรถยนต์ที่พบว่าน้ำในระบบหล่อเย็นพร่องอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยพบว่ามีหยดน้ำไหลออกมา ก็สามารถใช้แป้งทาตัวเป็นอุปกรณ์ในการทดสอบได้ ด้วยการโรยแป้งทาตัวไปตามบริเวณข้อต่อของท่อยางต่างๆ รวมไปถึงโรยไปที่บริเวณรังผึ้งของหม้อน้ำด้วย
เพราะหากน้ำรั่วออกมาตามบริเวณที่กล่าวมา เมื่อน้ำที่รั่วเล็กน้อยมาเจอกับความร้อน น้ำก็จะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถหาร่องรอยการรั่วของน้ำได้
แต่เมื่อเราโรยแป้งไปตามบริเวณดังกล่าว หากมีการรั่วของน้ำแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถพบจุดรั่วได้โดยง่ายครับ



