วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน 2569

Login
Login

ยางบอกเหตุ

ยางบอกเหตุ

ผมพยายามย้ำเตือนมาตลอดว่า ยางรถยนต์คือส่วนประกอบที่สำคัญมากของการใช้รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความประหยัด, ความนุ่มนวล, การทรงตัว, การยึดเกาะถนน, และแม้กระทั่งเรื่องของความปลอดภัย เช่น ช่วยระบบเบรก ให้สามารถชะลอความเร็ว หรือหยุดรถได้ในระยะทางที่สั้น และไม่เสียการทรงตัว

อีกทั้งได้เน้นย้ำมาทุกครั้งว่า ในรถยนต์ที่ใช้งานปรกติในชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ว่ารถยนต์คันนั้นจะมีสมรรถนะหรือมีความแรงเท่าใด มีระบบเบรกที่มีขีดความสามารถมากเพียงใด ทั้งหลายทั้งมวลก็จะต้องถูกถ่ายทอดลงไปที่พื้นถนน ผ่านยางรถยนต์ โดยมีหน้าสัมผัสระหว่างยางรถยนต์กับพื้นถนน อยู่ที่ไม่เกินล้อละหนึ่งตารางฟุตเท่านั้น

จึงเห็นได้ว่าด้วยพื้นที่สัมผัสเพียงแค่สี่ตารางฟุตโดยประมาณ แต่ยางทั้งสี่เส้นต้องรับภาระและหน้าที่มากเหลือเกิน จึงควรให้ความสำคัญกับยางมากขึ้น การเปลี่ยนยางแต่ละครั้งจึงต้องหาข้อมูล ให้มากกว่าเรื่องของยี่ห้อ และราคา  

ในยุคสมัยที่คนขับรถยนต์ยังต้องล้างรถ และดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆของรถด้วยตนเอง คำแนะนำให้ตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง จึงเป็นคำแนะนำแรกๆที่ได้รับการสอนต่อ ๆ กันมา นอกเหนือจากเรื่องการตรวจวัดน้ำมันเครื่อง, น้ำมันเบรก, น้ำมันคลัตช์ และตรวจวัดน้ำในหม้อน้ำ, ตรวจดูระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่ ฯลฯ

คนที่มีความละเอียดและรอบคอบต่อการดูแลรักษารถ ยังมักจะได้รับคำแนะนำให้ตรวจดูสภาพการสึกหรอของยางด้วย เพราะช่างซ่อมรถยนต์ยุคก่อนทุกคน จะสังเกตการสึกหรอของยางเพื่อเป็นการตรวจดูว่า มีอุปกรณ์ตัวไหนชำรุด หรือความผิดปรกติเกิดขึ้นในส่วนใดของรถยนต์

สิ่งที่เป็นข้อมูลแรกซึ่งมักจะได้รับคำแนะนำกันก็คือ หากยางสึกที่ขอบด้านนอกทั้งสองด้านของหน้ายาง แสดงว่าสูบลมยางอ่อนเกินไป ทำให้หน้ายางโค้งงอและขอบยางสัมผัสกับพื้นถนนมาก นั่นหมายความว่าจะทำให้กินน้ำมันมากกว่าปรกติ และจะทำให้การทรงตัวในทางโค้งมีอาการโยนหรือยวบตัวมากกว่าปรกติ

หากสึกของหน้ายางในลักษณะตรงกันข้าม คือสึกที่บริเวณกึ่งกลางของหน้ายาง มากกว่าบริเวณขอบยาง แสดงให้เห็นว่าสูบลมยางแข็งเกินไป ส่งผลให้การยึดเกาะถนนน้อยลง เพราะพื้นที่สัมผัสบริเวณหน้ายางลดน้อยลง รถมีโอกาสที่จะลื่นไถลเมื่อเบรกมากขึ้น และความกระด้างจะถูกส่งเข้าห้องโดยสารมากขึ้น ชิ้นส่วนในระบบซึมซับแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ จะสึกหรอมากขึ้น

แต่หากการสึกหรอเกิดขึ้นที่ขอบยางด้านนอก หรือด้านในเพียงแค่ด้านเดียว นั่นเป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่าศูนย์ของล้อนั้นควรได้รับการปรับปรุงหรือปรับตั้งใหม่ หรืออาจจะถึงขั้นต้องปรับหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน ในระบบช่วงล่างที่เกี่ยวข้องกับล้อนั้น

ถ้าหน้ายางสึกหรอแบบเอามือลูบไปแล้วสะดุด แบบที่เรียกกันว่าสึกเป็นบั้ง กรณีอย่างนี้ควรไปตรวจดูว่าช๊อกแอบซอร์บเบอร์ชำรุดหรือไม่ หรือควรนำกระทะล้อนั้นไปตรวจดูว่า ตะกั่วที่ถ่วงล้อไว้หลุดหายไปหรือไม่ หรือกระทะล้อคดหรือไม่

นอกจากนี้ หากเจ้าของรถยนต์หมั่นสังเกตที่ยางบ่อย ๆ แล้วพบว่าบริเวณหน้ายางมีลักษณะคล้ายกับเส้นขนแมวเกิดขึ้น หากเส้นขนแมวดังกล่าวเอนไปตามเส้นรอบวงของยาง ก็คาดเดาได้ว่าผู้ที่ขับรถยนต์คันดังกล่าว เป็นคนที่ชอบขับรถยนต์ในลักษณะออกตัวอย่างรุนแรง หรือเบรกกะทันหันบ่อยๆ

แต่หากเอนออกไปทางด้านข้างของหน้ายาง ก็แสดงว่ามีการเลี้ยวอย่างรุนแรงในระดับความเร็วสูง หรืออาจจะเกิดจากการที่หักเลี้ยวเพื่อกลับรถ แล้วออกตัวอย่างเร่งรีบด้วยความเร็วสูงเช่นกัน

การหมั่นสังเกตยางรถยนต์เอาไว้ ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น หากพบว่ามีการบวมของยางในจุดที่เสี่ยงมาก เช่น บวมที่แก้มยาง ก็ควรต้องรีบเปลี่ยน เพราะหากใช้งานต่อไปและมีความร้อนเกิดขึ้น อาจจะระเบิดขึ้นมาได้

ระหว่างที่ตรวจยางอยู่นั้น หากพบว่ามีเศษหินเล็ก ๆ ติดอยู่ตามซอกร่องดอกยาง ให้หาของแข็ง ๆ เช่นไขควงมาแคะทิ้งออกไป เพราะการปล่อยให้เศษหินแข็ง ๆ ติดอยู่ตามร่องดอกยาง เมื่อรถแล่นและล้อหมุนไปจนตำแหน่งนั้นสัมผัสกับพื้นถนน น้ำหนักของตัวรถจะกดลงไปที่ยาง และทำให้เศษหินแข็งเหล่านั้นฝังตัวแน่นหรืออาจจะฝังลึกลงไปในเนื้อยางได้

ซึ่งกรณีเช่นนี้สามารถตรวจสอบได้อีกวิธีหนึ่ง คือ เมื่อรถแล่นไปในซอยของหมู่บ้าน ให้ปิดวิทยุและเปิดกระจกทุกบาน จากนั้นแล่นรถช้า ๆ ไม่เกิน ๑๕ กม./ชม. หรืออาจจะปล่อยให้รถไหลไปสัก ๒๐ หรือ ๓๐ เมตร แล้วคอยฟังเสียงที่สะท้อนมาจากพื้นถนน หากมีเศษหินแข็ง ๆ ติด เมื่อล้อหมุนไปถึงจุดดังกล่าว ก็จะมีเสียงดังแกร๊ก ๆ เกิดขึ้น

ปัญหาโลกแตกอย่างหนึ่งของคนใช้รถยนต์ก็คือ รู้สึกว่าพวงมาลัยสั่นสะท้านมาถึงมือ เมื่อรถแล่นไปด้วยความเร็วระดับหนึ่ง แต่เมื่อผ่านความเร็วระดับนั้นไป หรือลดความเร็วลงต่ำกว่านั้น อาการสั่นดังกล่าวจะหายไป แม้จะนำรถไปให้ช่างตรวจสอบ หรือถ่วงล้อแล้วก็ตามก็ยังไม่หายไป หรืออาจจะหายจากระดับความเร็วหนึ่ง แต่ไปเกิดที่อีกความเร็วระดับอื่นต่อไป

ผมอยากจะแนะนำให้แก้ด้วยการถอดยางออกจากกระทะล้อ แล้วเช็ดทำความสะอาดที่กระทะล้อให้แห้งสนิท เอาผ้าเช็ดทำความสะอาดที่ท้องยางให้แห้งสนิท แล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่ พร้อมถ่วงล้อใหม่ อาการดังกล่าวอาจจะหายไปได้ เพราะหยดน้ำในท้องยางถูกขจัดออกไปแล้วนั่นเองครับ