วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อุบัติเหตุรับเปิดเทอม

อุบัติเหตุรับเปิดเทอม

กลางเดือน พ.ค. ของทุกปี จะเป็นวันเปิดภาคการศึกษาของโรงเรียนแบบไทย ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทั้งนี้หมายถึงโรงเรียนแบบไทยทั่วไป ที่ต้องขยายความว่าเป็นโรงเรียนไทย เพราะปัจจุบันนี้มีโรงเรียนแบบที่เรียกว่าอินเตอร์ถึงราว ๓๐๐ แห่งทั่วประเทศ ว่ากันว่าโรงเรียนอินเตอร์ส่วนใหญ่สอนตามหลักสูตรแบบอังกฤษ และแบบอเมริกันในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

โรงเรียนอินเตอร์ทั้งแบบอเมริกันและอังกฤษ จะมีช่วงเวลาของการเปิดและปิดภาคการศึกษาต่างจากโรงเรียนไทย เพราะต้องการให้เด็กที่เรียนจบระดับชั้นมัธยมปลาย สามารถไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาช่วงระหว่างรอยต่อ ของการเปิดและปิดภาคการศึกษาประจำปี

โรงเรียนแบบไทยเคยปรับเวลาเปิดและปิดภาคการศึกษา ให้ตรงกับโรงเรียนแบบอินเตอร์มาแล้ว แต่หลังจากทดลองไม่นานก็พบว่า ยิ่งทำให้เสียเวลามากขึ้นไปอีก เพราะเด็กที่เรียนในระบบการศึกษาแบบไทย ยังจะต้องไปเสียเวลาเรียนภาษาอังกฤษ หลังจากจบมัธยมปลายอีกหลายเดือน หรือเป็นปี จึงจะสอบผ่านการวัดระดับภาษา จนถึงขั้นที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศยอมรับ จึงทำให้ต้องกลับมาใช้กำหนดการแบบไทย ๆ เหมือนเดิม

ที่ผมพูดเรื่องการเปิดปีการศึกษาเพราะเกี่ยวพันกับรถยนต์อยู่สองสามสาเหตุหลัก ๆ ด้วยกัน อย่างแรกคือช่วงกลางเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเป็นที่รู้กันดีว่าการจราจรจะติดขัดมาก โดยเฉพาะตามพื้นหน้าโรงเรียนใหญ่ ๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ดังนั้นใครที่มีความจำเป็นต้องขับรถผ่านก็ต้องทำใจ และต้องระวังเด็กนักเรียนที่ต้องเดินข้ามถนน เพราะมีข่าวเกิดขึ้นทุกปีเรื่องอุบัติเหตุ รถชนนักเรียนที่กำลังข้ามถนนจนทำให้เด็กเสียชีวิต

กฎหมายที่เกี่ยวกับการจราจรทั่วโลก จึงให้ความสำคัญกับพื้นใกล้เคียงโรงเรียนมาก ทุกประเทศจัดให้มีทางม้าลายหน้าโรงเรียน มีเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครมาคอยดูแล มีป้ายเตือนให้ลดความเร็วเอาไว้แต่เนิ่น ๆ ทุกประเทศในโลกนี้จะมีบทลงโทษที่หนักกว่าปรกติ สำหรับคนขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ชะลอความเร็ว หรือไม่หยุดตรงทางม้าลายหน้าโรงเรียน และควบคู่กันก็ยังมีป้ายห้ามใช้เสียงแตรบริเวณพื้นที่โรงเรียน ซึ่งเป็นกฎกติกาสากลทั่วโลกด้วย

เหตุร้ายทางรถยนต์อีกเรื่องหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่วงเปิดปีการศึกษาเป็นประจำก็คือ การลืมเด็กไว้ในรถ จนหลายครั้งเด็กขาดอากาศจนเสียชีวิต มีทั้งรถส่วนตัวของพ่อแม่เอง และรถยนต์รับจ้างที่ทำหน้าที่รับและส่งเด็กระหว่างบ้านและโรงเรียน

ทางป้องกันสำหรับเรื่องนี้สามารถทำได้ง่าย ด้วยการให้พนักงานประจำรถหรือครูแล้วแต่กรณี ตรวจนับเด็กอย่างละเอียดทุกครั้งเมื่อขึ้นและลงจากรถ อีกทั้งต้องกำชับเด็กเอาไว้ว่า หากติดค้างอยู่ในรถให้ปีนไปที่นั่งด้านหน้า แล้วเปิดไฟหน้าพร้อมกับบีบแตรให้คนอื่นได้เห็นและได้ยิน หรืออาจจะต้องสอนเด็กให้รู้จักวิธีการเปิดประตูรถจากภายในห้องโดยสารด้วยตนเอง

และต้องสอนเด็กให้เรียนรู้วิธีการข้ามถนนที่ปลอดภัย เช่น เมื่อจะต้องข้ามถนนหลังลงจากรถไปแล้ว ให้ข้ามถนนจากด้านท้ายรถจะปลอดภัยกว่า เพราะคนขับรถที่แล่นมาด้านหลัง จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีคนกำลังต้องการข้ามถนน หากไปข้ามถนนด้านหน้ารถ รถที่แล่นตามหลังมาอาจจะคิดว่าเป็นเพียงแค่รถจอด จึงขับแซงออกมาจนปะทะกับเด็กที่ข้ามโผล่หน้ารถออกมา ดีที่สุดคือให้พนักงานประจำรถหรือครูผู้มีหน้าที่ ทำการจูงเด็กส่งข้ามถนนจนถึงมือของผู้ปกครอง

ในช่วงที่โรงเรียนเปิดปีการศึกษาใหม่นั้น จะเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝน การขับรถช่วงนี้จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะมีรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับหนีฝนด้วยความเร็ว จนทำให้เกิดการแฉลบล้มคว่ำขวางหน้าขึ้นมา หรืออาจจะมีมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มีไฟท้าย หรือไฟท้ายมีความสว่างน้อยเกินไป เมื่อฝนตกหนักมากขึ้นจึงทำให้ขีดความสามารถในการมองเห็นต่ำลง ส่งผลให้เกิดการชนท้ายมอเตอร์ไซค์ได้

สำหรับคนที่มีหน้าที่ขับรถยนต์รับและส่งเด็กนักเรียนเล็ก ๆ ต้องคัดเลือกคนขับที่มีสมาธิดีและมีความรักต่อเด็ก ห้ามรับคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่ายเป็นอันขาด เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กในช่วงเปิดภาคการศึกษานั้น จะมีการร้องไห้กระจองอแงส่งเสียงดังตลอดเวลา ในขณะที่เด็กอีกส่วนหนึ่งเมื่อมาเจอเพื่อนในรถหลายคน ก็อาจจะเล่นกันส่งเสียงดังลั่นรถ ถ้าไปเจอคนขับรถที่อารมณ์ฉุนเฉียวทนเสียงเด็กร้องไห้ไม่ไหว สมาธิในการขับรถของเขาก็จะเสียไป ประสิทธิภาพในการควบคุมรถก็จะลดน้อยด้อยลงไปด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเอามาเตือนกันก็คือ ทุกครั้งก่อนที่จะนำรถเคลื่อนที่ออกไป ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน ให้ตรวจสอบบริเวณรอบรถอย่างรอบคอบ กรณีที่รถมีกล้องสำหรับมองรอบคัน ต้องตรวจสอบหน้าจอซ้ำหลังจากที่เดินตรวจรอบคันรถก่อนขึ้นนั่งในรถ ว่าไม่มีเด็กเล็ก ๆ มาอยู่ในพื้นที่รอบรถซึ่งอาจจะเกิดเหตุร้ายขึ้นมาได้ เพราะมีอุบัติเหตุร้ายแรงอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วทุกปี

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ไปด้วยกันว่า พื้นที่รอบคันรถนั้นคือพื้นที่อันตรายที่ต้องระมัดระวังให้มาก ในผู้ใหญ่เองนั้นก็ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่าง เช่น การทิ้งเด็กไว้ตามลำพังในรถ เพราะคิดว่า “ลงไปซื้อของแป๊บเดียว” เนื่องจากทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจ จากกระทำดังกล่าวมาหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์สมัยใหม่ที่ใช้เบรกมือไฟฟ้า เพราะหากเด็กไปโดนสวิตช์เกียร์ หรือไปโยกคันเกียร์ในขณะที่เครื่องยนต์ยังทำงาน รถก็จะเคลื่อนที่เพราะเบรกมือจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ

การจูงเด็กเดินถนนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในซอยแบบดั้งเดิม ที่ไม่มีทางเท้าหรือบาทวิถี ให้จูงโดยเอาเด็กไว้ฝั่งในเสมอ และต้องจับมือเด็กให้แน่น พอที่เด็กจะไม่สามารถสะบัดมือหลุดไปได้ง่าย ๆ และการเดินที่ปลอดภัยมากที่สุดคือ เดินชิดขอบทางด้านขวา เพื่อจะได้มองเห็นรถที่แล่นสวนทางมาได้

ท้ายที่สุดพึงจำไว้เสมอว่า “เด็กคือผ้าขาวที่พร้อมจะซับเอาทุกสีไปไว้ในตัวเอง” การขับรถโดยมีเด็กเล็กนั่งไปในรถด้วยนั้น ผู้ขับรถต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ขับปาดรถอื่นไปมา ไม่แสดงอาการฉุนเฉียวขณะขับรถ ไม่ด่าหรือสบถตลอดเวลาที่พบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกใจ เพราะไม่เช่นนั้นเด็กเล็กที่อาจจะเป็นลูกของคุณ เห็นพฤติกรรมการแสดงออกอย่างนั้นเป็นประจำ เขาก็จะซึมซับเข้าไปเก็บในใจส่วนลึกของตัวเอง แล้วก็แสดงออกในรูปแบบที่เขาเห็นทุกวันเป็นประจำ 

เราปฏิบัติตนในขณะขับรถอย่างไร เราก็จะได้คนรุ่นต่อไปที่มีพฤติกรรมเหมือนเราในวันนี้นั่นเองครับ