ผมแสดงความเห็นมาตลอดว่า ยางรถยนต์คืออุปกรณ์ที่สำคัญมากสำหรับการใช้รถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปถึงเรื่องของความปลอดภัย
เพราะไม่ว่ารถยนต์ที่คุณใช้จะมีกำลังกี่ร้อยกี่พันแรงม้า จะมีแรงบิดมากมายมหาศาลเพียงใด จะมีระบบการทรงตัวที่ทันสมัยขนาดไหน จะมีระบบเบรกที่มีขีดความสามารถสูงระดับใดก็ตาม สิ่งต่างๆ ที่ว่ามาทั้งหมด จะถูกถ่ายทอดลงพื้นถนนผ่านยางรถยนต์ทั้งสิ้น และเนื้อที่ของยางที่รับสมรรถนะและประสิทธิภาพของทั้งหมดที่ว่ามา จะมีเนื้อที่หน้ายางที่สัมผัสกับพื้นถนนไม่เกิน ๑ ตารางฟุตต่อเส้น
หรือแม้แต่ด้านความนุ่มนวลของห้องโดยสาร ยางรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะเสริม หรือจะทำให้ประสิทธิภาพของระบบซึมซับแรงสั่นสะเทือน ทำงานได้ดีมากขึ้นหรือด้อยประสิทธิภาพลงได้ โดยสามารถทดลองได้จากการใช้ยางแก้มสูงกับยางแก้มเตี้ย ก็จะเห็นถึงความแตกต่างได้ชัดเจน
ยางยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้รถมีขีดความสามารถในการยึดเกาะถนนดีขึ้น หรือลดลง ทั้งในสภาพถนนเปียกและถนนแห้ง
เมื่อได้รับรู้ถึงความสำคัญที่ว่ามาแล้ว การเลือกยางมาใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างยิ่ง แต่คนใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ ยังเลือกยางที่ราคา โดยเอาราคาถูกกว่าหรือแพงกว่ามาเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ
ในขณะที่คนใช้รถยนต์อีกส่วนหนึ่งตัดสินใจจากยี่ห้อที่คุ้นเคย หรือจากยี่ห้อที่จดจำมาจากการโฆษณา ทั้งที่ยางแต่ละยี่ห้อ ก็จะมีรุ่นของยางที่ให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันออกไป
ยางรถยนต์ในยุคแรก ๆ ยังต้องอาศัยยางในกักเก็บลมเอาไว้ เพราะเทคโนโลยีการผลิตกระทะล้อ และเทคโนโลยีการผลิตขอบยางส่วนที่ต้องรัดติดกับกระทะล้อ ยังไม่สามารถทำให้ทั้งสองอย่างที่ว่ามา รัดติดตรึงจนลมไม่สามารถเล็ดลอดหรือรั่วออกมาได้ และด้วยความบางของเนื้อยางใน จึงทำให้ยางรถยนต์สมัยนั้นระเบิดขึ้นบ่อยครั้ง
เมื่อผู้ผลิตยางรถยนต์และกระทะล้อ สามารถทำให้ขอบยางและขอบกระทะรัดติดกันสนิทจนกักลมเอาไว้ได้ จึงเริ่มมีการผลิตยางแบบที่ไม่จำเป็นต้องมียางใน และแพร่หลายมาจนทุกวันนี้
ปัจจุบันนี้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น และมีผู้ผลิตยางรถยนต์บางยี่ห้อ เริ่มมีตัวหนังสือระบุเอาไว้ที่แก้มยางว่า เป็นยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น ในขณะที่ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ก็บอกกับผู้ซื้อว่า ให้ใช้ยางชนิดที่ระบุว่าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น
แต่ยางรถยนต์ที่ระบุว่าใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า มักจะมีราคาแพงกว่า แม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกันและขนาดใกล้เคียงกัน จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า “รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้ยางแบบที่ใช้กับรถยนต์ทั่วไปได้หรือไม่ ?"
ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผมในเรื่องนี้คือ “สามารถใช้ทดแทนกันได้” แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และต้องตรวจสอบสภาพยางบ่อยครั้งขึ้น เพราะรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์ทั่วไปที่มีขนาดเท่ากัน ยางจึงต้องรับน้ำหนักมากขึ้น
และรถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน จะมีแรงบิดสูงสุดเกิดขึ้น ทันทีที่คนขับกดคันเร่งให้รถเคลื่อนที่ไป ทำให้หน้ายางถูกกดและบดลงไปกับพื้นถนนด้วยความรุนแรง ยิ่งคนขับกดคันเร่งลึกเพื่อให้รถออกตัวเคลื่อนที่เร็วเท่าไหร่ หน้ายางก็จะถูกกดและบดลงไปรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และโดยธรรมชาติของรถยนต์ไฟฟ้า ทุกครั้งที่ผู้ขับลดความเร็วหรือถอนเท้าจากคันเร่ง ก็จะมีการหน่วงความเร็ว ในลักษณะคล้ายกับรถน้ำมัน ที่ทำการชะลอความเร็วด้วยเครื่องยนต์ แบบที่เรียกว่าเอนจิ้นเบรก แต่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะหน่วงลงมาเร็วกว่า และจะยิ่งหน่วงมากขึ้นตามการปรับค่าการชาร์จไฟฟ้ากลับไปที่แบตเตอรี่ (KERS = Kenetic Energy Revers System) หน้ายางของรถยนต์ไฟฟ้าจึงสึกหรอเร็วกว่ารถยนต์ทั่วไป
ซึ่งนอกจากหน้ายางจะสึกหรอมากขึ้นแล้ว แก้มยางก็จะถูกเค้นให้มีแรงดึงจนโย้ตัวมากขึ้น ยางที่ระบุว่าใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น จึงจำเป็นที่จะต้องผลิตให้หน้ายางมีความทนทานมากขึ้น และแก้มยางทนทานหรือมีความแข็งแรงมากขึ้น และการที่แก้มยางแข็งมากขึ้นนี้เอง จึงส่งผลให้รู้สึกถึงความกระด้างในห้องโดยสารมากขึ้นตามไปด้วย
การที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนมาใช้ยางชนิดเดียวกับรถยนต์น้ำมันทั่วไป แม้จะสามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่ต้องไม่ขับรถแบบออกตัวรุนแรงบ่อย ๆ ต้องไม่กดคันเร่งเพื่อเร่งแซงอย่างทันทีทันใดบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรงเป็นประจำ
เมื่อเปลี่ยนมาใช้ยางสำหรับรถยนต์น้ำมันแล้ว ควรเติมลมยางให้สูงขึ้นประมาณ ๒ ปอนด์ต่อตารางนิ้วทุกล้อ เพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และรองรับแรงกดและแรงเค้นของรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีมากกว่ารถยนต์น้ำมัน
ทั้งนี้หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องเดินทางไกลเป็นประจำ เป็นรถยนต์ที่ใช้ความเร็วสูงเป็นประจำ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องวิ่งอยู่บนเส้นทางที่คดโค้งไปมาเป็นประจำ ความเห็นส่วนตัวของผมยังเห็นว่า ใช้ยางที่ระบุว่าใช้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะเหมาะสมกว่า
แต่หากเป็นรถยนต์ที่ใช้ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ปรกติไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมากมายนัก และคนขับไม่ได้เป็นคนใจร้อน ที่ต้องออกตัวแรงๆทุกครั้ง หรือเบรกกระโชกโฮกฮากเสมอ กรณีอย่างนี้ก็สามารถปรับมาใช้ยางสำหรับรถยนต์ปรกติทั่วไปทดแทนได้
แต่ไม่ว่าจะใช้รถยนต์น้ำมันหรือรถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม ผู้ขับรถที่คำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้รถ ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพยางทั้งที่หน้ายาง, แก้มยาง และต้องหมั่นตรวจสอบแรงดันลมยางเป็นประจำ แม้ว่ารถยนต์สมัยใหม่จะมีระบบตรวจวัด และแจ้งค่าแรงดันลมยางอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ผู้ขับรถที่ดีก็ยังควรต้องตรวจด้วยตนเองเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น
ทุกครั้งที่ตรวจและเติมลมยาง ให้ตรวจดูด้วยว่ามีเศษหินหรือของแข็งเล็ก ๆ อัดติดอยู่กับร่องดอกยางหรือไม่ ถ้าพบว่ามีก็ควรงัดทิ้งออกไป
เพราะการที่ปล่อยให้มีเศษหินหรือของแข็งเล็กๆ ติดอยู่กับร่องดอกยางนั้น เมื่อรถแล่นไปและบริเวณที่หินติดอยู่ ไปอยู่ตรงตำแหน่งที่สัมผัสกับพื้นถนน น้ำหนักของรถจะกดให้เศษหินนั้นอัดเข้ากับเนื้อยาง จนทำให้เนื้อยางมีรอยช้ำหรือฉีกเกิดขึ้นได้ครับ


