วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม 2569

Login
Login

คำเตือน

คำเตือน

คนไทยในปัจจุบันนี้มีการศึกษาที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนไทยยุคก่อนหรือเทียบกับคนรุ่นปู่ย่าตายาย เพราะการเข้าถึงการศึกษาง่ายขึ้น มีนโยบายเรียนฟรี มีสถานศึกษาของรัฐเกิดขึ้นจำนวนมาก มีสถานศึกษาทุกระดับของเอกชนอยู่ทุกพื้นที่ในประเทศ การเดินทางไปศึกษายังต่างประเทศก็สะดวกกว่ายุคเก่าก่อนมาก แม้แต่จะเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน ก็สามารถทำได้ในทุกระดับชั้นของการศึกษา

ในขณะที่คนสมัยนี้มีการศึกษาตามตำราสูงขึ้น การเรียนภาษาต่างชาติก็แพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้น คนรุ่นปู่ย่าตายายหรือแม้กระทั่งรุ่นพ่อรุ่นแม่ เพียงแค่พูดได้สองภาษาคือไทยกับอังกฤษ ก็ถือว่าเป็นคนทันสมัยและมีความรู้มาก สามารถหางานทำได้ง่าย และมักจะได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง สูงกว่าคนที่พูดและเขียนได้เพียงภาษาไทยอย่างเดียว

จากสถิติพบว่าในปี พ.ศ.๒๕๖๘ มีโรงเรียนนานาชาติเปิดสอนในประเทศไทยมากถึง ๒๔๙ แห่ง ส่วนใหญ่เป็นการสอนในระบบอเมริกา และอังกฤษ และโรงเรียนนานาชาติในปัจจุบันนี้ มีการเรียนการสอนกันอย่างน้อยถึงสามภาษา ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และ ภาษาจีน หรืออาจจะมีภาษาอื่นมาให้เป็นภาษาเลือกเรียนเพิ่มได้อีกด้วย

เด็กรุ่นใหม่ๆจึงอ่านและพูดภาษาต่างชาติ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษกันคล่องปาก ในบางครอบครัวพ่อแม่ถึงกับใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับลูก เพื่อที่ว่าเมื่อลูกเติบโตขึ้น จะได้สามารถติดต่อค้าขายหรือทำธุรกิจกับต่างชาติได้ง่าย ด้วยว่าถึงอย่างไรโลกทุกวันนี้ ก็ยังยอมรับภาษาอังกฤษ ให้เป็นภาษากลางในการเจรจากันอยู่

ในขณะที่คนรุ่นใหม่เรียนภาษาอังกฤษกันเร็วขึ้น ต่างจากคนรุ่นก่อนกว่าจะได้เรียน ก็ต้องเรียนไปจนถึงชั้นมัธยมต้นเสียก่อน แต่ในอดีตย้อนหลังไปไม่นาน กลับมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนหนึ่ง ถอดบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทย รวมถึงถอดบทเรียนภาษาไทย ทั้งไวยากรณ์ไทย, ความเข้าใจภาษาไทย, คัดไทยและอ่านไทย ออกไปจากหลายระดับชั้นเรียน ด้วยข้ออ้างว่าไม่ใช่วิชาที่มีความจำเป็นต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ยกเว้นแต่บางสาขาวิชาเท่านั้น

การถอดบทเรียนวิชาภาษาไทยออกไปในครั้งนั้น ทำให้สังคมประเทศไทยทุกวันนี้เกิดความสับสน แม้จะใช้ภาษาไทยพูดและเขียนกันเป็นภาษาทางราชการ แต่ก็มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้นเสมอ บางครั้งเป็นเพราะใช้ภาษาไทยในรูปไวยากรณ์อังกฤษ และหลายครั้งแม้จะมีคำเรียกในภาษาไทย แต่ก็ใช้คำทับศัพท์ภาษาต่างชาติกันจนเคยชิน

ที่ผมเกริ่นเรื่องของการใช้ภาษาไทยมายาว เพราะว่ามีความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้รถยนต์ไม่ตรงกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของ “คำเตือน หรือ คำแนะนำ” และ “ข้อห้าม” ซึ่งบางครั้งผู้เตือนหรือผู้ให้คำแนะนำ ก็โดน “ผู้รู้” ต่อว่าต่อขานจนท้อ ผมเองก็เกิดความรู้สึกเช่นที่ว่าหลายครั้ง

ตัวอย่างเช่นคำเตือนเมื่ออยู่ในช่วงที่เติมน้ำมัน แม้ว่าปั๊มน้ำมันในทุกประเทศที่เจริญแล้ว จะมีคำเตือนที่เหมือนกันหรือบอกว่าเป็นคำเตือนสากลก็ว่าได้ คำเตือนดังกล่าวประกอบไปด้วย ๑.ห้ามทำให้เกิดประกายไฟ ๒.ห้ามสูบบุหรี่ ๓.ให้ดับเครื่องยนต์ ๔.ไม่ควรขึ้นหรือลงรถในขณะเติมน้ำมัน ๕.งดใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้ก็จะมี “ผู้รู้” ออกมาแย้งว่า ทำไมต้องดับเครื่องยนต์ หรือทำไมต้องห้ามใช้โทรศัพท์ เพราะไม่เคยได้ยินว่ามีเหตุต่าง ๆ ตามข้อห้ามเกิดขึ้นเลยสักครั้ง เราจึงเห็นคนส่วนหนึ่งเดินขึ้นลงเข้าออกรถขณะเติมน้ำมัน ทั้งที่คำเตือนในเรื่องนี้เขาเตือนก็เพราะว่า บางครั้งเมื่อเราเอื้อมมือไปเปิดหรือปิดประตูรถ อาจจะมีไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้น มีประกายไฟกระโดดแปล๊บแบบที่เรียกว่าไฟชอร์ท ประกายไฟจากไฟฟ้าสถิตนั้น หากเคราะห์หามยามร้ายไปเจอกับเปลวไอน้ำมันเข้า ก็อาจจะทำให้ไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้

เช่นเดียวกับคำเตือนที่ว่าควรงดใช้โทรศัพท์ เขาก็เตือนเพราะเกรงว่าหากมีคลื่นไฟฟ้าจากโทรศัพท์ อาจจะทำปฏิกิริยากับเปลวไอน้ำมันเช่นกันแต่หลายคนก็มีความเห็นแย้งกับคำเตือน บางคนก็ออกมาต่อว่าหรือโต้เถียงคนที่เตือน ด้วยเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ตามแต่จะยกกันขึ้นมา

ยิ่งเทคโนโลยีของรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปมาก บวกกับการเข้าถึงข้อมูลของคนใช้รถสะดวกและง่ายขึ้น และมีการรับข้อมูลกันโดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ การโต้แย้งกับคำเตือนต่าง ๆ ก็ยิ่งเกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เรื่องที่เป็นที่ถกเถียงกันมากก็คือ เมื่อขับรถไปติดตามสัญญาณไฟจราจร ควรเอาเกียร์ไปไว้ที่ตำแหน่งไหน ในอดีตแนะนำกันว่า ควรเอาไว้ที่เกียร์ D และเหยียบเบรก พร้อมทั้งใช้เบรกมือช่วยเพื่อป้องกันความผิดพลาด ต่อมาก็เริ่มมีคนแย้งว่าไม่ถูกต้อง เพราะหากเกิดถูกชนท้ายอย่างรุนแรง จะทำให้เกียร์เสียหายไปด้วย ซึ่งฟังแล้วก็มีความย้อนแย้งกันในตัวพอสมควร เช่น หากเอาเกียร์ไว้ในตำแหน่ง N เมื่อรถถูกชนท้ายขึ้นมา แม้ว่าเกียร์จะไม่ถูกกระชากจนชำรุดหรืออาจจะเสียหาย แต่รถก็คงไหลไปชนท้ายคันหน้าต่อไป จนด้านหน้ารถที่แทนที่จะไม่เสียหาย กลับมาเสียหายหนักขึ้นไปอีก แถมยังต้องไปรับภาระจ่ายค่าซ่อมให้รถคันที่ถูกเราชนท้ายอีกด้วย

ยังมีคำเตือนอีกหลายอย่าง ที่มีผู้ใช้รถซึ่งไปรับข่าวสารมาจากแหล่งอื่น ยกมากล่าวอ้างเพื่อจะกระทำการตรงกันข้ามกับคำเตือนนั้น เช่นการเตือนให้คอยตรวจดูแรงดันลมยาง ก็จะมีผู้อ้างว่ารถยนต์ของตนมีระบบตรวจวัดแรงดันลมยางแล้วแจ้งมาที่หน้าปัดอยู่แล้ว จนละเลยเพิกเฉยต่อการตรวจวัดลมยาง

ในด้านของผมที่ทำหน้าที่คอยเตือนคนใช้รถนั้น การตรวจวัดลมยางอาจจะไม่ต้องทำบ่อยเหมือนรถยนต์ยุคก่อน แต่ก็ยังควรต้องทำด้วยตนเองอยู่ อย่างน้อยก็สักเดือนละหนึ่งครั้ง เพราะนอกจากเป็นการตรวจเผื่อว่าระบบอัตโนมัติในรถบกพร่องแล้ว การวัดลมยางด้วยตนเองนั้น ยังทำให้เราได้เห็นสภาพยางรถยนต์ของเราได้เป็นอย่างดี

ซึ่งหากขณะที่ตรวจวัดลมยางอยู่นั้น เราเห็นว่ายางของเราสึกหรอผิดปรกติ เช่น สึกหรอที่ขอบด้านนอกและด้านใน มากกว่าการสึกบริเวณกึ่งกลางหน้ายาง เราจะได้รู้ว่าเราเติมลมยางเส้นนั้นอ่อนเกินไป หรือในกรณีกลับกัน หากพบว่าบริเวณกึ่งกลางหน้ายาง สึกไปมากกว่าบริเวณขอบทั้งสองข้าง จะได้รู้ว่าเราสูบยางแข็งเกินไป

หรือหากพบว่ามีการสึกของขอบยางด้านในด้านหนึ่ง มากกว่าพื้นที่หน้ายางส่วนอื่น เราจะได้รู้ว่าศูนย์ล้อของรถเรามีปัญหา ที่ต้องตรวจสอบและแก้ไข เพราะถ้าปล่อยไว้อาจจะเกิดอุบัติเหตุ 

ซึ่งกรณีตัวอย่างที่ยกมานี้ แม้ว่าจะมีระบบตรวจวัดลมยางอัตโนมัติ ก็จะไม่แจ้งเตือนแน่นอน เพราะแรงดันลมยางยังอยู่ในระดับที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ครับ