วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เมื่อยางรั่ว

เมื่อยางรั่ว

หลายปีก่อนเมื่อมีการซื้อขายรถยนต์ออกมาจากโชว์รูม ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบสิ่งของประจำรถ เช่น ยางอะไหล่, แม่แรง, ประแจขันนอตล้อ, ชุดประแจประจำรถ ประกอบไปด้วย ประแจปากตาย, คีม, ไขควง ฯลฯ โดยที่บรรดาประแจและคีมรวมถึงไขควง มักจะถูกใส่มาในซองหนังเทียมที่มีสายรัดแน่นหนา วางมากับแม่แรงสำหรับยกรถ ต้องตรวจดูว่ามีมาครบหรือไม่

ทั้งที่มีเครื่องมือประจำรถติดมาให้อยู่บ้างขนาดนั้นแล้ว แต่คนขับรถทั่วไปก็ยังต้องหาเครื่องมือมาติดรถเพิ่ม เช่น คีมล็อก, ประแจแหวนและประแจบล็อก บางคนอาจจะมีประแจคอม้าเพิ่มมาอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือตัวเอง เมื่อเกิดเหตุขัดข้องระหว่างการใช้งานรถ เพราะคนขับรถยนต์สมัยก่อนนั้นต้องช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง อย่างน้อยเมื่อเกิดเหตุยางรั่วยางแบน ก็ต้องสามารถเปลี่ยนยางด้วยตนเองได้

การเขียนบทความเกี่ยวกับรถยนต์ในครั้งนั้น จึงต้องแนะนำวิธีการขึ้นแม่แรงให้ล้อรถยกลอยจากพื้น และมีความมั่นคงเพียงพอที่จะเปลี่ยนล้อ หรือซ่อมรถได้อย่างปลอดภัย โดยรถไม่หลุดหรือร่วงลงมาจากแม่แรง แล้วมาทับคนที่กำลังทำหน้าที่ซ่อมหรือเปลี่ยนล้ออยู่ อีกทั้งยังต้องแนะนำจุดที่จะเอาหัวแม่แรงไปยันกับด้านใต้พื้นของตัวรถ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นรถบุบหรือยกรถไม่ได้

แม้กระทั่งการขันนอตเพื่อเอากระทะล้อออกและใส่เข้าไป ก็ต้องมีการแนะนำวิธีการที่ถูกต้อง เพราะประแจถอดล้อที่แถมติดมากับรถยนต์นั้น จะเป็นประแจด้ามงอรูปตัว L ปลายฝั่งหนึ่งเป็นประแจบล็อกสำหรับสวมหัวนอตเพื่อขัน ส่วนปลายด้ามที่มีความยาวมากกว่านั้น ตรงสุดปลายด้ามจะเป็นลักษณะมีความคม เพื่อเอาไว้เสียบเข้าไปงัดฝาครอบกระทะล้อออกมา ก่อนที่จะทำการขันนอตนั่นเอง

การขันนอตที่กระทะล้อออกมานั้น หลายครั้งต้องใช้น้ำหนักตัวคนเข้าไปช่วย เพราะนอตถูกขันเข้าจนแน่นเกินไป หรือบางครั้งเมื่อใช้งานไปนาน ๆ นอตล้อเกิดสนิมจับขึ้นมาจึงทำให้ถอดออกได้ยาก ผู้ขันนอตขึ้นต้องขึ้นไปเหยียบที่ด้ามประแจถอดล้อ แล้วใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดทำการขย่มทิ้งน้ำหนักลงไปที่เท้า ซึ่งเหยียบอยู่บนประแจถอดล้อ บางครั้งเท้าเกิดลื่นไถลทำให้พลาดไปโดนปลายด้ามประแจถอดล้อที่มีความคม จึงถูกบาดจนเป็นแผลขนาดใหญ่ อันเป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยครั้งสำหรับคนที่ขาดความระมัดระวัง

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนมาจนถึงทุกวันนี้ การที่จะบอกให้คนขับรถรู้ถึงการขึ้นแม่แรงเพื่อเปลี่ยนล้อ ก็เป็นเรื่องที่คนขับรถจำนวนมากไม่อยากรับรู้ เพราะถือว่ารถที่ตนเองขับอยู่นั้น ใช้ยางประเภทที่ยังสามารถขับต่อไปได้แม้จะเกิดการรั่วจนลมออกจากยางหมดก็ตาม

และคนขับรถยนต์อีกจำนวนไม่น้อย ที่ใช้วิธีการฉีดสารเคมีสำหรับอุดรูรั่วจากกระป๋องที่ติดรถเอาไว้ และเติมลมยางเพิ่มด้วยปั๊มลมขนาดเล็กที่ติดรถ เพื่อประคองรถไปจนถึงมือช่าง ให้ทำการปะยางหรือเปลี่ยนยางให้ ทำให้คนขับรถยนต์ในปัจจุบันนี้ ไม่สนใจว่าในรถจะมีแม่แรงติดไว้หรือไม่ หลายคนบอกว่าถึงมีแม่แรงก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดี ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นแม่แรงตรงจุดไหนของตัวรถ บวกกับรถยนต์หลายยี่ห้อหลายรุ่น ในปัจจุบันนี้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายไม่มียางอะไหล่ติดมาให้ การถอดล้อหรือขึ้นแม่แรงเพื่อเปลี่ยนยางระหว่างกลางทาง จึงไม่สามารถทำได้แล้ว

สิ่งที่เป็นปัญหาให้ถกเถียงกันต่อมาก็คือ แล้วจะต้องปะยางด้วยวิธีการใดจึงจะเหมาะสม และยางที่ปะแล้วจะสามารถนำไปใช้งานได้อีกนานเพียงใด เพราะปัจจุบันนี้มีวิธีการปะยางเกิดขึ้นหลายรูปแบบ และประสิทธิภาพของการปะยางแต่ละแบบก็ต่างกันออกไป

จากเดิมเมื่อยางรถยนต์เกิดรั่วขึ้นมา วิธีการปะยางที่ใช้กันทุกแห่งก็คือ ถอดยางออกจากกระทะล้อ ถ้าเป็นยางในยุคแรกๆที่ยังต้องใช้ยางใน ก็ต้องดูว่าแผลที่ลมรั่วออกมานั้นมีขนาดใหญ่มากน้อยเพียงใด เพราะหากแผลหรือรูรั่วมีขนาดใหญ่ ก็จะต้องเปลี่ยนยางในเท่านั้น เพราะขืนปะยางไปเพื่อใช้งานต่อ พอมีความร้อนเกิดขึ้นยางในก็จะขยายตัว แผลที่ปะก็จะเป็นจุดอ่อนทำให้ลมรั่วออกมาได้อีก ยางในรถยนต์จึงปะได้เฉพาะแผลเล็กๆเช่นโดนตะปูหรือนอตตัวเล็กๆแทงเข้าไปเท่านั้น

ต่อมาเมื่อใช้ยางแบบไม่มียางใน จึงสามารถปะยางในแผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็ต้องเลือกใช้วิธีการปะ ว่าจะใช้แบบความร้อนหรือที่เรียกกันว่า “สติมร้อน” หรือใช้การปะเย็น ด้วยการทำความสะอาดผิวงานแล้วทากาวประสาน จากนั้นจึงเอาแผ่นยางสำหรับปะกดทับลงไป ซึ่งการปะแบบสติมร้อนจะทำให้แผลที่ปะติดแน่นทนทานกว่าทุกวิธี แต่จะทำให้โครงสร้างยางบอบช้ำมากกว่า

ในขณะที่การปะยางแบบสติมเย็นหรือปะแบบเย็นนั้น มีความทนทานน้อยกว่าแบบร้อน แต่โครงสร้างยางไม่บอบช้ำ ถ่วงล้อได้ง่ายกว่าด้วย ในขณะที่ปัจจุบันมีการปะยางแบบที่เรียกกันว่า “แทงยาง” หรือแบบ “สอดไส้” โดยใช้วัตถุคล้ายตะไบหางหนูแทงเข้าไปตรงแผลที่รั่ว เพื่อขัดทำความสะอาดผิวงาน จากนั้นจึงเอายางที่ใช้ปะ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นๆ ที่ชุบน้ำยาประสานอยู่ในตัว เสียบเข้าไปในรูรั่ว ยางปะพร้อมกับน้ำยาประสานหรือกาว จะยึดติดกับรอยแผลที่รั่ว

เมื่อสูบลมเข้าไปในยาง เนื้อยางก็จะเบ่งขยายออกมาประกบติดกับยางปะจนปิดแผลได้สนิท การปะยางวิธีนี้ไม่ต้องถอดยางและกระทะออกจากตัวรถ จึงทำงานได้ง่ายและไม่มีชิ้นส่วนใดบอบช้ำ แต่ไม่เหมาะกับรถที่ต้องบรรทุกน้ำหนักมากๆ หรือรถที่แล่นด้วยความเร็วสูงๆต่อเนื่อง เพราะเส้นยางที่ใช้ปะ กับเนื้อยางเดิมไม่สามารถประสานกันติดได้สนิทมากเหมือนการปะด้วยวิธีการอื่นๆ และไม่ว่าจะปะยางด้วยวิธีใดก็ตาม เมื่อปะยางเสร็จแล้วต้องทำการถ่วงล้อทุกครั้ง

สิ่งสำคัญก็คือจุดที่ยางรั่วจะเป็นตัวกำหนด ว่ายางที่รั่วจะยังปะมาใช้งานได้หรือไม่ หรือควรใช้วิธีการปะแบบใด กล่าวคือถ้าจุดรั่วอยู่ที่หน้ายาง กรณีนี้สามารถปะได้ทุกรูปแบบ แต่หากจุดรั่วเป็นบริเวณไหล่ยาง ควรปะแบบสติมร้อนจะดีกว่า และหากจุดรั่วอยู่ที่แก้มยาง กรณีนี้ไม่ควรปะและนำยางมาใช้อีกต่อไปครับ