วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิด/ ปิด เองได้ไหม

เปิด/ ปิด เองได้ไหม

ปัจจุบันนี้ผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย ต่างแข่งขันกันบรรจุระบบควบคุมการทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆที่ช่วยให้ผู้ขับรถ สามารถควบคุมรถยนต์ได้ง่ายขึ้น โดยมีระบบและอุปกรณ์ใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นส่วนมากจะถูกควบคุมหรือสั่งการ ให้ทำงานหรือไม่ทำงานโดยอัตโนมัติจากเซนเซอร์ หรือหน่วยตรวจวัดและสั่งการที่ติดตั้งมาให้

หากนึกไม่ออกว่าสิ่งที่ผมพูดถึงมีอะไรบ้าง ลองนึกถึงอุปกรณ์และระบบประจำรถใกล้ตัว เช่น ไฟหน้าเปิดและปิดอัตโนมัติ ตามความสว่างของแสงที่อยู่ภายนอกรถ ระบบปัดน้ำฝนที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อมีน้ำตกกระทบกระจกบังลมหน้า รวมถึงอัตราความเร็วของใบปัดน้ำฝน ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกกระทบกระจกบังลมหน้า หรือแม้แต่ระบบไฟฉุกเฉินเปิดขึ้นอัตโนมัติ เมื่อมีการเบรกแบบกะทันหัน

ระบบที่อยู่ใกล้ตัวแบบที่กล่าวมาทั้งหมด คือการทำงานที่ถูกสั่งการโดยสมองกล หรือทำงานเมื่อตัวจับสัญญาณ หรือเซนเซอร์อ่านค่าตามที่ถูกตั้งไว้ แล้วสั่งการไปให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงานขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังมีอุปกรณ์อีกหลายสิบอย่างในรถยนต์ ที่เข้าข่ายดังกล่าว

เช่น มีไฟกะพริบและเสียงสัญญาณเตือน เมื่อมีการเปลี่ยนช่องทางเดินรถโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว มีไฟกะพริบและเสียงสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งกีดขวาง หรือมีรถอื่นอยู่ใกล้ในระยะที่ไม่ปลอดภัย มีระบบที่ทำให้เครื่องยนต์ดับ เมื่อเหยียบเบรกแช่ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ และเครื่องยนต์กลับมาทำงานเมื่อขยับพวงมาลัย หรือมีการปล่อยเท้าจากแป้นเบรกไปแตะที่แป้นคันเร่ง

ระบบที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น ระบบควบคุมความเร็วขณะเดินทางแบบก้าวหน้า ที่เรียกกันว่าอะแดปทีฟครุชคอนโทรล โดยแทนที่จะควบคุมความเร็วของรถให้คงที่เหมือนยุคแรก ๆ แต่พอมาเป็นระบบก้าวหน้าแบบอะแดปทีฟ ซึ่งนอกจากจะควบคุมความเร็วแล้ว ยังควบคุมตามระยะห่างจากรถคันหน้าด้วย คือเมื่อรถคันหน้าแล่นช้าลง และรถของเราแล่นขยับเข้าไปใกล้จนถึงระยะที่ถูกกำหนดเอาไว้ รถของเราก็จะลดความเร็วลงเองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ความห่างอยู่ในระยะที่ปลอดภัยเพียงพอ และเมื่อรถคันหน้าขยับแล่นห่างออกไป ความเร็วของรถเราก็จะถูกเพิ่มโดยอัตโนมัติ

ซึ่งในระบบต่าง ๆ ที่พูดมานั้น ผู้ขับสามารถที่จะเปิดใช้ หรือปิดการทำงานลงได้ โดยไม่ต้องให้ระบบทำงานอัตโนมัติตลอดเวลา ต่างจากระบบอัตโนมัติที่ผู้ผลิตรถยนต์ใส่มาให้ในรถยนต์สมัยใหม่ เช่น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่โดยอัตโนมัติ หรือ Automatic Driver Assist System โดยระบบดังกล่าวส่วนใหญ่ครอบคลุมการทำงานที่กล่าวอ้างว่า “เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย”

เช่น ระบบช่วยเบรกเมื่อตรวจจับได้ว่ามีสิ่งกีดขวางด้านหน้า ระบบรักษาระยะห่างระหว่างรถ ฯลฯ แต่ระบบที่เรียกรวม ๆ ว่า ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่โดยอัตโนมัตินั้น มักจะถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานเมื่อตรวจจับสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยคนขับรถไม่สามารถเลือก ที่จะสั่งให้ทำงานหรือสั่งให้ไม่ทำงานได้ จึงเป็นดาบสองคมสำหรับคนขับรถ เพราะสภาพการจราจร และสภาวะแวดล้อมของแต่ละประเทศต่างกันมากมาย

ตัวอย่างจากสิ่งที่ผมเจอมาด้วยตนเองก็คือ ในขณะที่ผมขับรถด้วยความเร็วประมาณ ๑๐ กม./ชม. โดยทิ้งห่างจากรถคันหน้าประมาณ ๓๐ ม. ทันทีที่มีรถคันหนึ่งแซงและแทรกเข้ามาระหว่างรถผมกับรถคันหน้าแบบเสียบในระยะชิด รถที่ผมขับอยู่ก็เบรกกะทันหันทันที เพราะตัวจับสัญญาณจับได้ว่ามีสิ่งกีดขวางในระยะที่อาจจะเกิดอันตราย ซึ่งการเบรกกะทันหันโดยอัตโนมัติดังกล่าว ทำให้รถบรรทุกที่แล่นตามหลังผมมาเกือบจะชนท้ายรถผม

อีกกรณีตัวอย่างหนึ่งที่มีผู้แจ้งผมเข้ามาคือ ขณะที่เขากำลังขับรถบนถนนที่ฝนตกด้วยความเร็วประมาณ ๘๐ กม./ชม. และต้องการจะเร่งแซงรถที่แล่นอยู่ด้านหน้า เมื่อเขาเปลี่ยนเลนออกไปเพื่อแซง อยู่ ๆ รถของเขาก็ลดความเร็วลงอัตโนมัติ และเป็นการสั่งการให้ลดความเร็วในลักษณะของการเบรกกะทันหัน

เพราะล้อหลังของรถที่เขาต้องการแซง แล่นผ่านแอ่งน้ำเล็ก ๆ ทำให้น้ำกระเซ็นมาที่กระจังหน้ารถ และที่กระจกบังลมหน้ารถของเขา ซึ่งคาดว่าคงจะไปโดนตรงบริเวณที่ตัวตรวจจับสัญญาณตั้งอยู่ และตัวตรวจจับสัญญาณที่อยู่ ๆ มีน้ำจำนวนมากกระเซ็นมาใส่ จึงคิดว่าเป็นสิ่งกีดขวางที่ก่อให้เกิดอันตราย จึงเบรกหรือชะลอความเร็วโดยอัตโนมัติ เพื่อลดแรงกระแทกจากการชน หรือเพื่อป้องกันการชนที่ตัวจับสัญญาณคิดว่ากำลังจะเกิดขึ้น

หรือในกรณีที่ผู้ขับรถไปตามปกติ แล้วเผลอเปลี่ยนช่องทางเดินรถโดยไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว ทำให้ระบบอัตโนมัติที่นอกจากจะส่งสัญญาณไฟกะพริบและส่งเสียงเตือนแล้ว ยังทำให้พวงมาลัยหน่วงและหักเลี้ยว เพื่อให้รถกลับมาในช่องทางเดินรถเดิม คนขับรถที่เผลอและทำผิดพลาดอยู่ในระหว่างตกใจ จึงดึงพวงมาลัยเพื่อให้กลับมาตรงช่องทาง เมื่อบวกกับน้ำหนักพวงมาลัยที่หักเลี้ยวกลับมาโดยอัตโนมัติ จึงทำให้รถแล่นหลุดออกไปข้างทางด้วย

ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าระบบอัตโนมัติหลายอย่าง จะทำงานตามที่ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ และไม่มีสมองที่จะคิดถึงสภาวะจริงที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า จึงอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ ดังนั้นหากผู้ผลิตรถยนต์ที่เจตนาดี ด้วยการติดตั้งระบบอัตโนมัติต่างๆมาให้ จึงควรติดตั้งสวิตช์สำหรับให้ผู้ขับรถยนต์ทุกคน ตัดสินใจเลือกที่จะเปิดหรือปิดระบบอัตโนมัตินั้น ๆ ได้ ตามสภาพการจราจรและตามเหตุการณ์เฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ผมไม่ได้ต่อต้านระบบอัตโนมัติต่าง ๆ เพียงแต่ต้องการให้ผู้ผลิตได้เข้าใจว่า การใช้รถในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละประเทศมีลักษณะที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นอุปกรณ์หรือระบบต่างๆที่คิดค้นขึ้นมา ไม่สามารถทำงานให้ได้ผลครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วโลกได้

ดังนั้นระบบอัตโนมัติที่ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัย จะทำอย่างไรก็ไม่เกิดปัญหาด้านอุบัติเหตุ แต่ระบบอัตโนมัติบางประเภท ตัวอย่างตามที่ผมยกขึ้นมานั้น หากทำงานขึ้นมาในบางสถานการณ์ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้ 

จึงควรติดตั้งสวิตช์ให้คนขับรถได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดและเมื่อไหร่ควรปิดระบบนั้นๆ เพื่อเกิดความปลอดภัยต่อการใช้งานของตนเองครับ