เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ

ดูบทความทั้งหมด

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเศรษฐกิจ

3 พฤษภาคม 2564
4,035

ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน COVID-19

แม้ว่าจะมีความพยายามซื้อวัคซีนชนิดต่างๆ มาให้คนไทยใช้ในการป้องกัน COVID-19 แต่วัคซีนหลักสำหรับคนไทยก็คงจะต้องเป็นวัคซีน AstraZeneca-Oxford

                เหตุที่สำหรับคนไทยก็คงจะต้องเป็นวัคซีน AstraZeneca-Oxford เพราะได้มีการสั่งซื้อล่วงหน้ามากกว่า 60 ล้านโดส ดังนั้น หลายคนคงจะได้เห็นตารางข้างล่างที่สำนักข่าว BBC ได้รวบรวมการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดต่างๆ ๆไปแล้ว ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าวัคซีนหลักที่จะเป็นทางเลือกให้กับคนไทยนั้นจะมีประสิทธิภาพประมาณ 62-90% ซึ่งอาจมีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเภทอื่นๆ เช่น วัคซีน Moderna หรือ Pfizer บ้าง แต่ราคาถูกกว่ามากและเก็บรักษาได้ง่ายดายกว่า ทั้งนี้สำหรับวัคซีนของ Pfizer นั้น รัฐบาลไทยประกาศว่าจะนำเข้ามาให้ฉีดสำหรับเด็ก (อายุ 12ปีขึ้นไป)

 161996921433

                         

                 ล่าสุดนั้นมีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร The Lanect เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2021 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer-BioNTech กับ AstraZeneca-Oxford โดยอาศัยข้อมูลการฉีดวัควีนดังกล่าวให้กับชาวสก๊อตแลนด์ 1.33 ล้านคนในช่วง 8 ธันวาคม 2020 ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2021 (ฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็วมากแม้จะเป็นฤดูหนาวของสก๊อตแลนด์) โดยประเมินผลออกมาว่า

  1. โดสแรกของวัคซีน Pfizer ลดการป่วยเข้าโรงพยาบาลจาก COVID-19 ได้เท่ากับ 91% โดยติดตามตัวเลขผู้ป่วย 28-34 วันหลังการฉีดวัคซีน
  2. สำหรับวัคซีน AstraZeneca นั้นประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยเข้าโรงพยาบาลเท่ากับ 88%

 

ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนหลายประเภทและฉีดได้อย่างทั่วถึงอย่างรวดเร็วมาก (ปัจจุบันฉีดให้ประชาชนครบเกือบทุกคนแล้ว) ซึ่งมีข้อมูลจากการฉีดวัคซีน Pfizer ให้กับบุคลากรด้านการแพทย์ที่ Sheba Medical Center เกือบ 10,000 คนว่าการฉีดโดสแรกช่วยป้องกันการติดเชื้อ covid-19 ได้สูงถึง 85%

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2021 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าวัคซีน Pfizer และ Moderna ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็น COVID-19 ได้ 80% สองสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนเข็มแรกและเมื่อฉีดเข็มที่ 2 แล้วความเสี่ยงที่จะเป็น COVID-19 ก็จะลดลงไปอีกเป็น 90% สองสัปดาห์หลังจากการฉีด  ทั้งนี้โดยอาศัยข้อมูลจากการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของสหรัฐ 4,000 คน ซึ่งมีผลใกล้เคียงกับงานวิจัยก่อนหน้าเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งสอง

สำหรับวัคซีนอีกประเภทหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังนำมาใช้คือ Sinovac นั้นเป็นวัคซีนหลักที่ได้ถูกนำไปใช้ที่ประเทศบราซิลและชิลี โดยในกรณีของชิลีนั้นได้มีรายงานข่าวจาก South China Morning Post เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2021 (“Chile COVID-19 vaccination drive adds to Sinovac efficacy data”) โดยมีข้อสรุปว่าวัคซีน Sinovac นั้นให้ความคุ้มครองจาก COVID-19 สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนดังกล่าวประมาณ 56.5% สองสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนดังกล่าวครบ 2 โดส ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับที่พบในประเทศบราซิลที่วัคซีน Sinovac ให้การคุ้มครองจาก COVID-19 ประมาณ 50%

กรณีของชิลีนั้นน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่เป็นประโยชน์เพราะได้มีการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับประชากรไปแล้วถึง 7.2 ล้านคน โดย 4.3 ล้านคนได้รับการฉีดโดสที่สองไปแล้ว ทั้งนี้จากประชากรที่ประเทศชิลีทั้งหมดเกือบ 19 ล้านคน แต่ปรากฏว่าการระบาดของ COVID-19 ในประเทศชิลีก็ยังมีความรุนแรงอยู่มาก กล่าวคือเมื่อวันที่ 8เมษายน 2021 นั้น ก็มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 8,195 คนและมีผู้เสียชีวิต 183 คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 23,979 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากสำหรับประเทศที่มีประชากรไม่ถึง 1/3 ของประชากรของประเทศไทย

แต่ที่ผมมีข้อสังเกตคือประเทศชิลีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละกว่า 8,000 คนติดต่อกันมานานหลายวันแล้ว แต่ระยะหลังนี้จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันยังไม่สูงมาก (เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ที่ติดเชื้อ) ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีน กล่าวคือแม้ว่าวัคซีนอาจจะไม่ได้ช่วยป้องกันการเป็น COVID-19 แต่วัคซีนช่วยให้อาการป่วยจาก COVID-19 ไม่รุนแรงและรอดชีวิตได้มากกว่ากรณีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย

อย่างไรก็ดีงานวิจัยของ University of Chile สรุปว่าการฉีดวัคซีน Sinovac โดสแรกนั้นให้ความคุ้มครองจากการติด COVID-19 เพียง 3% เท่านั้น ทั้งนี้ความคุ้มครองจะเพิ่มขึ้นเป็น 27.7% สองสัปดาห์หลังจากการได้รับการฉีดโดสที่สองและความคุ้มครองจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 56.5% ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

งานวิจัยเกี่ยวกับ Sinovac ที่ประเทศบราซิลโดยอาศัยการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 22,000 คนในช่วงมากราคม-กุมภาพันธ์ 2021 พบว่าวัคซีนดังกล่าวให้ผลในการคุ้มครองจากการติด COVID-19 ประมาณ 50.7% สองสัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนโดสที่ 2 และความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเป็น 51.8% สามสัปดาห์หลังการฉีดโดสที่ 2

แต่มีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือที่บราซิลนั้นมีการระบาดอย่างหนักของ COVID-19 สายพันธุ์บราซิล (สายพันธุ์ P1) ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 64% ของ COVID-19 ที่พบทั้งหมด ทั้งนี้ COVID-19 สายพันธุ์บราซิลนั้นน่าจะทำให้วัคซีนอื่นๆ เช่น Pfizer Moderna และ AstraZeneca มีประสิทธิภาพลดลงในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 จากสายพันธุ์ดังกล่าวครับ    

ดูบทความทั้งหมดของ เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ

แชร์ข่าว :
Tags: