คอลัมนิสต์

สามศึกใหม่จีน-สหรัฐ 2021

ในปี ค.ศ.2021 เรากำลังจะเห็นสามศึกใหม่ในการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐ ได้แก่ ศึกวัคซีน ศึกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และศึกค่านิยมทางการเมือง

         เรื่องแรกที่ตอนนี้ทุกคนจับตามอง คือ ศึกวัคซีน เพราะวัคซีนเป็นความหวังที่โลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง ตอนนี้เราเห็นทางเลือกวัคซีนจากสองขั้วอำนาจหลัก ค่ายตะวันตกมีของสหรัฐ (สองเจ้าใหญ่คือวัคซีน Pfizer กับวัคซีน Moderna) และของอังกฤษ (วัคซีน Astrazeneca) ขณะเดียวกันก็มีวัคซีนจากค่ายจีน คือ วัคซีน Sinovac และวัคซีน Sinopharm (ผลิตโดยบริษัทจีนคนละบริษัท)  

ตอนนี้ประเทศไทยได้สั่งจองซื้อวัคซีนจีน Sinovac ล็อตแรก 200,000 โดส เพื่อฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และคิดว่าจะเริ่มฉีดได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนวัคซีนอังกฤษ Astrazeneca ไทยจะได้ช่วงกลางปี

          ความได้เปรียบในเรื่องวัคซีนของค่ายตะวันตกคือ ความมั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพของวัคซีน เพราะวัคซีนทั้งสามเจ้าของตะวันตกมีประสิทธิภาพสูงอยู่ในระดับ 80-90% และมีผลการวิจัยใน Phase 3 (การทดลองในมนุษย์) ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับเรียบร้อยแล้ว ขณะที่วัคซีน Sinovac ของจีนนั้น ผลรายงานล่าสุดจากการทดลองที่บราซิลพบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อโควิดเพียง 50.4% (แต่สามารถป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการหนักได้ 100%) และยังไม่มีการตีพิมพ์ผลวิจัยใน Phase 3 ที่สมบูรณ์อย่างเป็นทางการ

          แต่ความได้เปรียบของจีนก็ใช่ว่าจะไม่มี ความได้เปรียบที่สำคัญที่สุด ก็คือ มีของพร้อมขายครับ ในขณะที่วัคซีนของฝั่งตะวันตกถึงคุณอยากซื้อ ก็ไม่มีของแบ่งมาขาย เพราะวัคซีนของค่ายตะวันตกผลิตได้ไม่ทันความต้องการ และต้องเน้นใช้ฉีดภายในประเทศสหรัฐ และอังกฤษเองก่อน เนื่องจากการระบาดที่รุนแรงภายในประเทศ จึงแทบไม่มีส่วนเหลือแบ่งปันออกมาภายนอกประเทศ

          ส่วนวัคซีนจีนนั้น สามารถที่จะแบ่งปันวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนาได้ตั้งแต่ตอนนี้ เนื่องจากภายในประเทศจีนยังไม่มีการระบาดระลอกใหม่ของโควิด จีนจึงยังไม่จำเป็นต้องระดมฉีดพลเมืองทั้งหมด แต่เน้นฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก็มีรายงานว่าจีนได้มีการเริ่มฉีดประชากรกลุ่มเสี่ยงและเก็บข้อมูลมาหลายเดือนอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศที่กำลังเริ่มเผชิญการระบาดระลอกใหม่ (เช่น ไทย) จึงไม่มีทางเลือกอื่น หากต้องการวัคซีนมาฉีดเร็ว ก็ต้องอาศัยวัคซีนจีนก่อน

จากการรายงาน วัคซีนจีนยังมีข้อดีอีกอย่าง คือ ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่ใช้กันมานาน กล่าวคือ ผลิตจากเชื้อตาย แตกต่างจากวัคซีนของตะวันตกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ (เช่น เทคโนโลยีเวคเตอร์หรือเทคโนโลยี mRNA) ที่ยังไม่เคยมีการใช้ทำวัคซีนเพื่อใช้ฉีดในประชากรในปริมาณมากมาก่อน ทำให้มีการตั้งคำถามว่าแม้ในทางทฤษฎีทางการแพทย์ วัคซีนของค่ายตะวันตกจะมีความปลอดภัย แต่ก็ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าจะมีผลลบอะไรต่อร่างกายในระยะยาวได้หรือไม่ (เวลานี้ที่มีรายงานว่าวัคซีนไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงก็มาจากการเก็บข้อมูลเพียงไม่กี่เดือน)

สรุปง่ายๆ ก็คือ ถึงแม้วัคซีนจีนจะมีประสิทธิภาพไม่สูง แต่ถ้าสามารถป้องกันการติดเชื้ออาการหนักและวัคซีนมีความปลอดภัยสูง ก็มีโอกาสได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกที่ยังไม่มีทางเลือกอื่น หากจีนสามารถผลิตวัคซีนแบ่งปันให้กับประเทศต่างๆ ได้เต็มที่ เราก็จะเห็นการทูตวัคซีนเชิงรุกเต็มรูปแบบของจีน ประเทศกำลังพัฒนาที่มีการระบาดย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากซื้อและใช้วัคซีนจีน เพราะดีกว่าไม่มีอะไรเลย และนึกดูว่าถ้าเห็นประเทศข้างๆ ใช้หรือซื้อแล้ว ก็คงจะซื้อตามกัน 

เรื่องที่สองที่จะเป็นสมรภูมิศึกใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2021 ก็คือ สงครามเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ในยุคของไบเดน นอกจากจีนและสหรัฐฯ จะแข่งขันด้านเทคโนโลยี 4.0 และ 5.0 (เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสื่อสาร 5G) ซึ่งแข่งกันมาตั้งแต่ยุคทรัมป์แล้ว ยังจะเพิ่มเติมสมรภูมิใหม่ นั่นคือ การแข่งขันในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอีกด้วย

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2021 จีนจะเปิดตัวแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับใหม่ ซึ่งหัวใจหลักข้อหนึ่งก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์พลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ยุคใหม่ ฯลฯ สีจิ้นผิงเองยังได้ประกาศที่องค์การสหประชาชาติเมื่อปลายปีที่แล้วว่าจีนจะเดินหน้าเป็นสังคมปลอดคาร์บอนให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2060

ในขณะที่ไบเดนเอง ก็ประกาศว่าหนึ่งในสี่เรื่องสำคัญของรัฐบาลใหม่คือ การแก้ไขปัญหาโลกร้อน และเวลาที่ไบเดนพูดเรื่องสงครามการค้า ไบเดนก็จะพูดถึงการทุ่มเงินลงทุนให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มีหลายคนเปรียบเทียบว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รอบใหม่อาจจะเป็น Green New Deal คือการทุ่มทุนมุ่งไปที่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจสีเขียวโดยเฉพาะ

การแข่งขันด้านนี้ระหว่างสองยักษ์ย่อมจะมีผลสะเทือนทั่วโลก ที่ผ่านมา มีรายงานว่าจีนได้วางแผนระยะยาวในเรื่องนี้และได้เข้าลงทุนในเหมืองทั่วโลกเพื่อผลิตแร่สำคัญที่ต้องใช้ในแบตเตอรี่ยุคใหม่ ทำให้จีนได้กุมทรัพยากรและวัตถุดิบด้านนี้ไปแล้วทั่วโลก จึงน่าสนใจว่า สหรัฐ ซึ่งไม่สนใจการพัฒนาด้านนี้เลยในยุค 4 ปีที่ผ่านมาของทรัมป์จะกลับมาแก้เกมและเร่งเครื่องการบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ในเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องสุดท้ายที่เราจะเห็นแน่นอนในปีนี้คือ สงครามค่านิยมทางการเมือง รัฐบาลสหรัฐ ของไบเดนจะเล่นบทเป็นผู้นำโลกด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน พร้อมกับจะประณามและกดดันจีนในเรื่องดังกล่าวอย่างหนัก ประเด็นละเอียดอ่อนของจีนอย่างซินเจียง ไต้หวัน ฮ่องกง ธิเบต จะกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรง ไบเดนพูดชัดเจนว่าจะรวมกลุ่มประเทศประชาธิปไตยมาจัดการและกดดันจีน แตกต่างจากทรัมป์ที่ไม่ค่อยสนใจเล่นในสมรภูมิคุณค่าทางการเมือง สนใจแต่สงครามการค้าและเกมเศรษฐกิจ

ในปีแรกของรัฐบาลไบเดน การแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐ จะยังคงดำเนินต่อไป และจะขยายลุกลามจากเพียงสงครามการค้าหรือสงครามเทคโนโลยีในยุคทรัมป์มาที่สามศึกใหม่ ปัจจัยหนึ่งที่จะเป็นตัวกำหนดเกมก็คือ โควิดในสหรัฐ จะควบคุมอยู่หมัดได้เมื่อไร หากรัฐบาลไบเดนประสบความสำเร็จในการควบคุมโควิดภายในประเทศและกลับมาฟื้นเศรษฐกิจภายในได้เร็ว ก็ย่อมจะเดินหน้าพาตะวันตกรุกเต็มที่ทั้งในเกมวัคซีน เกมพลังงานสะอาด และเกมค่านิยมทางการเมืองเพื่อต่อกรกับจีน