background-default

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

โลกแห่ง Green Economy ของ โจ ไบเดน

โลกแห่ง Green Economy ของ โจ ไบเดน

โจ ไบเดน ต้องการให้สหรัฐเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้ธุรกิจใหม่ๆ มาสู่รูปแบบเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ตามกระแสหลักของโลก

 หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ได้ประกาศออกมา คือ แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ที่ไบเดนต้องการให้สหรัฐเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจให้ธุรกิจใหม่ๆ มาสู่รูปแบบดังกล่าว บทความนี้ จะขอพาท่านมาทำความเข้าใจในเรื่องที่จะเป็นกระแสหลักของโลก อย่างน้อยในอีก 4  ปีข้างหน้า

ก่อนที่จะมารู้จักแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว จะขอพาท่านผู้อ่านมารู้จักแนวคิดด้านการวัดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งโฟกัสของไบเดน ดังนี้

เริ่มจากคำว่า ความเสี่ยงด้านกายภาพ หรือ Physical Risks คือความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างอันตรายจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงกับสภาพที่อ่อนแอของมนุษย์และระบบธรรมชาติ โดยใช้มาตรวัดความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจและการเงินอันเนื่องมาจากความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่อากาศมีสภาพความแปรปรวนมากยิ่งขึ้น

รวมถึงผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อาทิ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของระดับปริมาณน้ำฝน ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งตราสารทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์

มีการคาดการณ์กันว่า ยังมีความเสี่ยงและความเสียหายที่ยังไม่ได้มีการทำประกันไว้ถึงร้อยละ 70 อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม

ภายใต้บรรยากาศที่ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้ดิน อาทิ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถูกต่อต้านจากกลุ่ม Green ไม่ให้ถูกนำขึ้นมาใช้ เนื่องด้วยจะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถนำขึ้นมาใช้นี้ เรียกกันว่า Stranded Asset ซึ่งส่วนของสินทรัพย์นี้ แม้จะเป็นสินทรัพย์ในงบดุลของบริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทาน ทว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้ จนบางส่วนจะด้อยค่าลง รวมถึงอาจกลายเป็นส่วน Liabilities เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลายซึ่งมีมูลค่าถึง 1-15 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โดย ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือ Transition Risks คือความเสี่ยงที่เกิดจากการความเสียหายของเศรษฐกิจทุกอุตสาหกรรมจาก Stranded Asset

160745152029  

ทั้งนี้ หากเราไม่สนใจประเด็นปัญหาภาวะโลกร้อนหรือ Climate Change ในตอนนี้ โดยเห็นว่าจะสามารถมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในอนาคตอันใกล้ในการจัดการปัญหาโลกร้อน โดยยอมให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นถึง 4 องศา หรือกรณี Business-as-usual ดังเช่นกรณีด้านขวาในรูป ในกรณีนี้ จะมีระดับความเสี่ยง Physical Risk อยู่สูง ในขณะที่จะมีระดับความเสี่ยง Transition Risk ที่ต่ำ 

ในทางกลับกัน หากเราเข้มกับปัญหาภาวะโลกร้อน จนยอมให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเพียง 1.5 องศา หรือกรณี Rapid Transition ในกรณีนี้ จะมีระดับความเสี่ยง Physical Risk อยู่ต่ำ ในขณะที่จะมีระดับความเสี่ยง Transition Risk ที่สูง 

ทั้งนี้ งานศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ได้ศึกษาผลกระทบของภาวะที่โลกเราร้อนขึ้น 4 องศา จะส่งผลต่อจีดีพีสหรัฐในเชิงลบระหว่างร้อยละ 1.5 ถึง 5.6 ซึ่งจะเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานแล้วก็มาถึงศัพท์คำใหม่ที่ชื่อ Green Swan ซึ่งหมายถึง Black Swan ในยุคที่เกิดจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ ดังนี้

1.ปฏิกิริยาระหว่าง Physical Risk และ Transition Risk ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงสุดๆหรือ Extreme Events แบบไม่เป็นเชิงเส้นหรือ Non-linearity โดยที่ข้อมูลในอดีตไม่สามารถนำมาคาดการณ์ Green Swan ได้

2.ระดับความเสียหาย อยู่ในระดับที่มากกว่าความเสียหายทางการเงิน โดยอาจทำให้ถึงกับสูญเสียซึ่งมนุษยชาติได้

3.ความซับซ้อนของ Climate Change อยู่ในระดับที่เป็นทวีคูณ ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ 

สำหรับ Green Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียวในความหมายของทีมเศรษฐกิจของโจ ไบเดน หมายถึง การสร้างสังคมเศรษฐกิจใหม่ (New Eco-System) ผ่านการให้แหล่งเงินของรัฐบาลสหรัฐอย่างเต็มที่ต่อผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียวรายใหม่ๆในสหรัฐ ซึ่งนับได้ว่า ณ ช่วงเวลานี้ ถือเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากน่าจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี ทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถก่อหนี้ได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับจีดีพี โดยไม่กระเทือนต่อเสถียรภาพทางการคลังมากนัก

 โดยที่ธุรกิจดังกล่าวจะหันมาใช้แหล่งพลังงานทางเลือกในการผลิต ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันระหว่างแหล่งพลังงานทางเลือกต่างๆ แทนการใช้น้ำมันหรือถ่านหินดังเช่นในอดีต โดยที่สินค้าและบริการแบบ Green Economy นั้นมาจากความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆโดยแท้จริง แทนที่จะมาจากโรงงานที่ผลิตสินค้ามาจำหน่ายของเถ้าแก่ ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นผู้คาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคไปเสียเองดังเช่นในอดีต

  ซึ่งการเปลี่ยนแนวคิดทางธุรกิจดังกล่าว นอกจากจะส่งผลดีต่อการตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าแล้ว ยังทำให้ไม่มีการผลิตแบบที่เกิดอุปทานส่วนเกินอย่างเมื่อก่อน อีกทั้งยังจะสามารถช่วยสร้างโลกใหม่ให้มีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและดีขึ้นอีกด้วย