คอลัมนิสต์

พัฒนาคนให้ดี ไม่ต้องตีก็ทำได้

การพัฒนาการศึกษาไทยด้วยนโยบายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ แต่ละเลยการเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็เป็นไปได้ยากที่การศึกษาไทยจะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ

*บทความโดย ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล

เหตุการณ์ครูใช้ความรุนแรงกับเด็กนักเรียนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามีเด็กจำนวนมากในรั้วโรงเรียนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งที่การลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่รุนแรงนั้นเป็นสิ่งที่กฎหมายห้ามมานานแล้ว แต่จากผลการสำรวจของ TDRI เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่ายังมีนักเรียนประมาณ 40% ที่ถูกทำโทษด้วยความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงถูกตี

 ผู้อ่านอาจเคยมีประสบการณ์และอาจได้ยินข่าวครูใช้ความรุนแรงกับนักเรียนด้วยวิธีต่างๆ รวมถึงกรณีพี่เลี้ยงเด็กโรงเรียนเอกชนชื่อดังผลักเด็กอนุบาลล้มลงกับพื้น คลุมด้วยถุงขยะ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาการใช้ความรุนแรงและขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ทั้งนี้ยังไม่นับรวมกรณีครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมีการปกป้องผู้กระทำผิดโดยกลุ่มเพื่อนครูด้วยกัน ทั้งที่การกระทำดังกล่าวนอกจากจะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงแล้ว ยังเป็นความผิดทางอาญาด้วย

 การใช้ความรุนแรงกับเด็กมีผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งด้านร่างกายไปจนถึงจิตใจ นำไปสู่โอกาสหลุดจากระบบการศึกษา และถึงแม้บางรายจะยังศึกษาอยู่ในระบบก็มีโอกาสที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำลง สิ่งที่น่ากลัวคือการส่งต่อความรุนแรงจากรุ่นสู่รุ่นไม่รู้จบ

 การใช้ความรุนแรงกับเด็กยังมีผลในทางเศรษฐกิจ เพราะนำไปสู่ความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาตที่ลดลงตามไปด้วย การประเมินของ UNICEF พบว่า ปัญหานี้อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 1.4% ถึง 2.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก   

          เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐและข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครองดังนี้

 1.เร่งผลิตและกระตุ้นให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีใจเปิดกว้าง ตั้งแต่กระบวนการผลิตครูในคณะครุศาสตร์ที่ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กอย่างถูกวิธียิ่งขึ้น ปลูกฝังเรื่องสิทธิเด็ก วิธีการดูแลชั้นเรียนโดยไม่ใช้ความรุนแรง สำหรับการคัดเลือกพี่เลี้ยงในปัจจุบันต้องการวุฒิการศึกษาขั้นต่ำเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไม่ได้บังคับว่าต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีการควบคุมคุณภาพอย่างจริงจัง ในหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์และ สวีเดน พี่เลี้ยงเด็กต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางเกี่ยวกับ “การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก”  ส่วนสิงคโปร์ ภาครัฐยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมต่างๆด้วย

 

ทั้งหมดนี้ ทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชนจำเป็นต้องทำควบคู่กับการยกระดับการคัดคุณภาพครูและพี่เลี้ยงให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น การประเมินเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพครูโดยคุรุสภา การสอบบรรจุครูผู้ช่วย ระบบการจ้างงานพี่เลี้ยงและครูอัตราจ้างในโรงเรียน เป็นต้น

 2.กระจายกลไกการตรวจสอบให้ท้องถิ่น ลำพังกลไกการตรวจสอบของรัฐส่วนกลางไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของท้องถิ่นได้ทันท่วงที สาเหตุหนึ่งคือ คุรุสภาเป็นผู้ติดตามตรวจสอบเรื่องใบประกอบวิชาชีพเพียงผู้เดียว ทำให้ไม่สามารถทำการตรวจสอบคุณภาพครูได้ทั่วถึง ประกอบกับกลไกการตรวจสอบภายในโรงเรียนขาดความจริงจัง เพราะมักตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยไม่มีบุคคลภายนอกเข้าร่วม ส่งผลให้เกิดการช่วยเหลือกัน ดังนั้นจึงควรกระจายอำนาจการตรวจสอบคุณภาพให้กับท้องถิ่น โดยให้มีตัวแทนที่ไม่ใช่บุคลากรภายในโรงเรียน เช่น อบจ. หรือ องค์กรภาคสังคม เป็นหลัก

 

ล่าสุดได้มีความพยายามจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) แต่ประเด็นความรุนแรงอื่นๆ ยังไม่ถูกพูดถึง ที่สำคัญคือควรเปิดช่องทางร้องเรียนสำหรับนักเรียนที่ถูกใช้ความรุนแรง หรือใช้วิธีสัมภาษณ์นักเรียนโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และสอบถามจากผู้ปกครอง และคนในชุมชน เป็นต้น

 3.ต้องเอาจริงเอาจังในกระบวนการติดตามและการลงโทษผู้กระทำผิด

ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐ อย่างน้อย 9 หน่วยงานที่มีทั้งแผนงานและเงินทุนสนับสนุนแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงกับเยาวชน ในด้านต่างๆ เช่น ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงภายในโรงเรียน แต่ยังมีเด็กอายุ 1-14 ปี ประมาณร้อยละ 73-77 ต้องเผชิญกับความรุนแรงในแต่ละเดือน  หากกรณีที่เกิดขึ้นเป็นคดีอาญา จำเป็นต้องดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด  แต่หลายกรณีที่ผ่านมาโรงเรียนมักเป็นฝ่ายตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน ทำให้เกิดการไกล่เกลี่ยกันเอง และข่มขู่เด็ก  ทางที่ดีควรต้องมีหน่วยงานเข้ามาสืบสวน เช่น ตำรวจ ซึ่งหากพิสูจน์ได้แล้วว่ามีความผิดจริง ต้องลงโทษอย่างจริงจังและเหมาะสมแก่ความผิด มิใช่เพียงการย้ายโรงเรียน ย้ายสังกัด หรือ ปลดออกจากราชการเท่านั้น  ที่ขาดไม่ได้คือการเยียวยาแผลทางร่างกายและจิตใจโดยแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก ประกอบกับการคุ้มครองความปลอดภัยของเหยื่อ เพื่อป้องกันบางกรณีที่เพื่อนครูเข้ามาข่มขู่  

 คนที่สำคัญที่สุดและเป็นที่พึ่งของเด็กคือ ผู้ปกครอง แม้ว่าความเชื่อในการเลี้ยงลูกในสังคมไทยนั้นเริ่มเปลี่ยนจากการเลี้ยงแบบ ‘เผด็จการ’ อาศัยอำนาจบังคับ มาเป็นแบบ ‘ชี้นำ’ แล้ว ดังที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ได้กล่าวในรายการคิดยกกำลังสองของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  ยังมีผู้ใหญ่อีกหลายคนที่เชื่อในสุภาษิตที่ว่า ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ ซึ่งที่ผ่านมามีผลวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงกับเด็กนั้นส่งผลเสียมากกว่าผลดี

ถ้าหากเราคาดหวังให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นอนาคตของชาติ เราจำเป็นต้องปฏิบัติต่อเด็กด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชน เข้าใจวิธีการเรียนรู้ของเด็ก เชื่อในศักยภาพของเด็ก และหลีกเลี่ยงการลงโทษที่รุนแรง ทำร้ายร่างกายและจิตใจ ที่สำคัญคือต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียงเพื่อป้องกันไม่ได้มีเด็กคนใดถูกกระทำด้วยความรุนแรง หากกลไกสนับสนุนจากภาครัฐไม่ทำงาน อย่างน้อยก็ยังมีผู้ปกครองเป็นที่พึ่งให้กับเด็ก