ชัชวนันท์ สันธิเดช

ดูบทความทั้งหมด

ดีกรีแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008 หัวข้อ สามก๊ก , นักลงทุนเน้นมูลค่า หรือ วีไอ และ นักเขียน ,นักแปลด้านการลงทุน และ ประวัติศาสตร์จีน

14 เมษายน 2563
1,728

พรุ่งนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว

ไม่ควรแสวงหาความแน่นอน แต่จงควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้

หลังจากโควิด-19 แพร่ระบาดมาหลายเดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกอย่างรุนแรง ในส่วนของหุ้นไทย ดัชนีลดลงไปต่ำสุดเป็น 'เลขสามหลัก' ซึ่งไม่ได้เห็นกันมานานมาก

คำถามหนึ่งซึ่งถูกถามกันมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ 'หุ้นจะกลับมาเมื่อไร?'

จากที่ได้ตามข่าวอย่างใกล้ชิดแทบจะทุกวัน ผมพบว่าสถาบันการเงินและนักวิเคราะห์ทางฟากสหรัฐฯ แทบทุกสำนักต่างพูดตรงกันว่า เศรษฐกิจอเมริกาจะแย่มากในไตรมาสที่ 2 โดยติดลบอย่างหนักยี่สิบกว่าหรือสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายแล้ว GDP จะฟื้นคืนกลับมาในไตรมาสที่ 3

อาทิ Bank of America ซึ่งมองลบมาก ถึงขนาดบอกว่าเศรษฐกิจ Q2 จะ 'พังครืน' ก็ยังมองว่า Q3 จะกลับมาได้ รวมทั้งโกลด์แมน แซคส์ ที่คาดการณ์ว่า GDP Q2 จะติดลบ 34 เปอร์เซ็นต์ ก็เชื่อเช่นกันว่า Q3 จะคัมแบ็ค

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก ถือว่ายังห่างไกลจากคำว่า 'จุดสิ้นสุด' มากมายนัก เฉพาะในสหรัฐฯ จนถึงเวลาที่เขียนบทความนี้ มีผู้ติดเชื้อปาเข้าไปกว่า 400,000 ราย ตายกว่า 12,000 ราย และยังอยู่ในช่วงขาขึ้น

ดังที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่า สถานการณ์ในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อไปนี้จะ 'เจ็บปวดมากๆ' โดยเป็นไปได้ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตจากโคโรน่าไวรัสในสหรัฐฯ ระหว่าง 1 แสน - 2.5 แสนคน

สืบเนื่องจากคำกล่าวของทรัมป์ ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดจะผ่านพ้นไปประมาณปลายเดือนเมษายน นั่นแปลว่า หากเศรษฐกิจจะกลับมาโตในไตรมาส 3 ตามที่สถาบันการเงินทั้งหลายคาดการณ์ ก็เหลือเวลาเพียง 'สองเดือน' คือในเดือน พ.ค-มิ.ย. ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ต้องกลับมาแอ็คทีฟอีกครั้ง การทำมาหากินของผู้คนกลับเข้าสู่ภาวะเกือบเป็นปกติ

แต่ก็น่าสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้หรือ ที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในเวลาแค่สองเดือน โดยเฉพาะเมื่อดูจากอัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นมาเป็น 4.4 เปอร์เซ็นต์ตามตัวเลขล่าสุด และน่าจะแย่ลงไปกว่านี้อีก

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ด้วยสถานการณ์โลกที่ไม่มีความแน่นอน นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงไม่ควรแสวงหาความแน่นอน แต่จง 'ควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้' ด้วยการเขียนแผนการลงทุนออกมา เช่น เราหมายตาหุ้นไว้กี่ตัว ถ้าหุ้นแต่ละตัวราคาตกลงมาถึงระดับไหน เราจะเข้าซื้อเป็นจำนวนเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับเงินทุนที่เหลืออยู่

ถ้าทำได้เช่นนี้ หุ้นขึ้นก็ไม่ต้องกลัวตกรถไฟ หุ้นตกก็จะไม่ร้อนรนจนเกินไป เพราะเรามีแผนเตรียมไว้แล้ว

หากวันนี้ทำดีที่สุด พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ที่สำคัญก็คือ เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป เราจะได้ไม่ต้องกลับมานึกเสียใจทีหลัง ว่าทำไมวันนั้นเราไม่ทำให้ดีกว่านี้ ... นั่นเอง

ดูบทความทั้งหมดของ ชัชวนันท์ สันธิเดช

แชร์ข่าว :