ดร.บวร ปภัสราทร

ดูบทความทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำคอลัมน์ "ก้าวไกล วิสัยทัศน์"

20 มกราคม 2563
360

ทางออกสำหรับปัญหาไร้ทางออก

ทุกวันนี้รอบตัวของบางคนดูเหมือนจะเต็มไปด้วยปัญหาที่ไร้ทางออก เพราะยิ่งนานวันผู้คนยิ่งทำงานด้วยกันแบบใครไม่เชื่อฉันคนนั้นเป็นศัตรู

เมื่อคิดกันแบบนี้การงานทุกอย่างเลยกลายเป็นเรื่องยากไปหมด การงานกลายเป็นปัญหาโลกแตก แก้กันทั้งชาติก็ไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะเรามีฝีมือไม่พอจะปัดเป่าปัญหานั้นไปได้ แต่เป็นเพราะทำงานกันไปเตะตัดขากันไป แค่จะนั่งประชุมกันดีๆ ก็ทำไม่ได้แล้วเพราะกรรมการมองประธานเป็นศัตรู ประธานมองกรรมการเป็นลิ่วล้อที่ศัตรูส่งมากวนประสาท เงินทองที่ชาวบ้านทุ่มเทลงไปแทนที่จะได้การงานกลับคืนมา กลับได้ปัญหาไร้ทางออกเพิ่มขึ้นทุกวี่ทุกวัน

เมื่อเจอปัญหาที่ดูเหมือนจะไร้ทางออกเมื่อใดเมื่อนั้น ให้ถามตัวเองอย่างจริงจังว่าที่จริงแล้วเรื่องนั้นเป็นปัญหาโลกแตกแก้ไขอะไรไม่ได้จริงๆ หรือเป็นเรื่องที่แก้ไขได้แต่ทำการงานกันแบบสร้างเสริม ศัตรูเรื่องที่น่าจะแก้ไขได้เลยกลายเป็นเรื่องที่ไร้ทางออกซึ่งที่จริงไม่ใช่ไม่มีทางออก แต่มีทางออกให้ใช้หลายหนทางที่ต่างคนต่างเชื่อ แต่ร่วมกันเลือกไม่ได้ว่าจะใช้หนทางไหน “เลือกต่างจากฉันคือศัตรู” ทำให้ทุกหนทางออกกลายเป็นทางตันไปหมด

ถ้าปัญหาที่กำลังเจอเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ เรามีแค่ 2 ทางเลือก คือ ทางหนึ่ง คือ ปรับตัวให้อยู่กับปัญหาโลกแตกนั้นให้ได้ ถ้าฝุ่นจากการเผาไร่นาจะต้องเกิดขึ้นทุกปีและไม่มีใครที่จะไปบอกคนที่ชอบเผาไร่นาว่าหยุดเผาแล้วไปใช้หนทางอื่นแทนกันเถอะ ทำให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นปัญหาไร้ทางออกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ เราก็ต้องหาหน้ากาก หาเครื่องฟอกอากาศมาใช้เพื่อให้อยู่กับฝุ่นให้ได้ ทางที่สองคือหนีไปให้พ้นจากอิทธิพลของปัญหานั้น ถ้าเมืองไหนมีฝุ่นเยอะแยะเกิดขึ้นซำ้ซากและไม่อยากจำยอมปรับตัวให้ทนทานกับฝุ่นไปเรื่อยๆ ก็แค่หาเมืองอื่นอยู่แทนเท่านั้น เจอปัญหาโลกแตกแก้ปัญหานั้นได้ 2 ทาง 1.ปรับตัวให้อยู่กับปัญหานั้นให้ได้ 2.ออกจากเขตอิทธิพลของปัญหานั้น

แต่ถ้าเป็นแค่เรื่องที่คนเราทำให้ไม่มีทางออกให้วินิจฉัยก่อนว่าเรื่องนั้นเราจัดการปัดเป่าแก้ไขได้ด้วยตัวของเราเองได้หรือไม่ ถ้าทำได้ให้ลงมือทำไปเลยอย่าไปเสียเวลาไปกับการพยายามทำให้คนอื่นเชื่อวิธีการของเรา ซึ่งจะเสียเวลาเปล่าๆ ในวงการ เลือกต่างจากฉันคือศัตรู ถ้าเจอปัญหาไร้ทางออกจากเหตุของการทำงานแบบไม่เห็นด้วยคือศัตรู อย่าเสียเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนใจเปลี่ยนความเชื่อของคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูเพราะร้ายมาแล้วดีกลับไปนั้น มีแค่ในนิทานชาดก โลกจริงๆ นั้นหายากเย็นยิ่งนัก ดังนั้นถ้าแก้ไขเองได้ให้ทำไปเลย ใครขวางก็จัดการกันแบบจัดการศัตรู ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้สำเร็จ

ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่ามีฝีมือพอจะแก้ไขปัญหานั้นให้ลุล่วงไปได้จริง ระวังอย่าให้กลายเป็นรถบรรทุกแซงกันเองบนทางขึ้นสะพานแขวนที่ลาดชัน ก่อนลงมือจัดการแก้ไขปัญหาใดต้องแน่ใจว่า ไม่ใช่มโนไปเองว่าเรามีปัญญาแก้ไขปัญหานั้นได้ เหมือนกับคนขับรถบรรทุกที่มโนไปเองว่าฉันแรงพอจะแซงตรงทางลาดชันได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ ขยายปัญหาให้มากขึ้นนึกว่าแซงได้แต่แซงไม่พ้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุก็เกิดการกีดขวางการจราจรให้คนอื่นไปไหนไม่ได้ไปด้วย

ถ้าคะเนแล้วว่าปัญหานี้ท่าทางว่าฉันคนเดียวจัดการไม่ไหวแน่ๆ ต้องอาศัยฝีมือคนอื่นด้วย อย่าเดินหน้าต่อไปด้วยการเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นมาช่วยแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ฉันชอบระลึกไว้เสมอในสถานการณ์แบบนี้ว่า ปัญหาทุกปัญหามีมากกว่าหนึ่งคำตอบและยอมรับอย่างจริงใจว่าที่ปัญหาบางปัญหากลายเป็นปัญหาไร้ทางออกเพราะตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้กลายเป็นปัญหาไร้ทางออก อย่าโยนให้คนอื่นทุกคนเป็นต้นเหตุ เลิกเชื่อได้แล้วว่าคำตอบของฉันเท่านั้นที่ใช้ได้ แต่ให้ยอมทดลองทางเลือกต่างๆ นั้นร่วมกัน ทางไหนใช้ได้ก็ใช้ต่อไปใคร ไม่ชอบทางนั้นไม่ได้บอกว่าต้องหันมาชอบขอแค่ช่วยเขาทำทางออกจะมาให้เห็นเอง

 

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.บวร ปภัสราทร

แชร์ข่าว :
Tags: