ดร.บวร ปภัสราทร

ดูบทความทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำคอลัมน์ "ก้าวไกล วิสัยทัศน์"

9 ธันวาคม 2562
312

สังคมชังตน

เด็กๆ เรียนกับคุณครูที่ดุด่า ดูแคลนในวิชาใด ส่วนใหญ่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าตนเองอ่อนด้อยในวิชานั้น

ใครที่เกลียดคณิตศาสตร์ ให้ลองนึกดูว่าเคยได้ยินได้ฟังถ้อยคำทำนองว่า “ง่ายๆ แค่นี้ทำไมไม่รู้เรื่อง” หรือ “ใครๆ เขาก็ทำได้กันหมดแล้ว ทำไมยังทำไม่ได้” มาบ้างหรือไม่ ถ้าใช่แปลว่าท่านถูกสร้างให้ชังตนเองในเรื่องคณิตศาสตร์ และท่านก็ยอมชังตนเองไปตามนั้น ทั้งชีวิตพอเห็นอะไรที่เป็นคณิตศาสตร์ ท่านก็ออกตัวทันทีว่าท่านอ่อนด้อยเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ตัวตนที่แท้จริงของท่านไม่ได้อ่อนด้อย แต่ท่านชังตนเองในเรื่องนั้น จนละทิ้งความพยายามที่จะพัฒนาทักษะนั้นขึ้นมาถึงระดับที่นำไปใช้ประโยชน์ได้

ถ้าขยับขึ้นมาในระดับมหภาคมากขึ้นอีก การที่ผู้ใหญ่ป่าวประกาศว่าผลการทดสอบความรู้ของลูกหลานย่ำแย่ลงทุกปี โดยอ้างว่าลูกหลานไม่ใส่ใจเรื่องไม่เป็นเรื่องจากเครือข่ายสังคมมากไปหน่อย แทนที่จะบอกว่าระบบการเรียนการสอนของเราแย่ลง เพราะคุณครูหมดเวลาไปกับเรื่องอื่นมากกว่าการเรียนการสอน บางท่านเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นการเรียนการสอนที่ท่านต้องทำตามหน้าที่ การตอกย้ำความต่ำต้อยให้กับลูกหลานซ้ำๆ มาหลายรอบ ตั้งแต่ประถมยันมัธยม ไม่ต่างไปจากการดูแคลนซ้ำซาก จนลูกหลานเกิดอาการชังตนเองในวิชาเหล่านั้น จะกวดวิชา จะว่าจ้างนักไอที ที่เก่งกาจมาทำซอฟท์แวร์เอไอช่วยติวแค่ไหน ก็ไม่ทำให้ผลการทดสอบดีขึ้น เพราะเราทำให้ลูกหลานชังตนเองในเรื่องนั้นไปแล้ว

ถ้าผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองได้ยินได้ฟังแต่เรื่องล้มเหลวซ้ำซากของบ้านเมืองนั้น ได้ยินได้ฟังแต่เรื่องที่แพ้บ้านอื่นเมืองอื่น คนจำนวนไม่น้อยในบ้านเมืองนั้น ก็จะชังบ้านเมืองในเรื่องนั้น ถ้าบอกว่าอุตสาหกรรมแพ้เขาไปหมดแล้ว พูดกันทุกวัน ยาวนานนับปี คนในบ้านเมืองนั้นก็จะชังอุตสาหกรรม เชื่อหมดใจว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางดีขึ้น การชังตนเองได้เรื่องใดจะยิ่งได้ผลมากขึ้น ถ้ามีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้พบเห็นกันบ่อยๆ เด็กที่ชังตนเองในเรื่องเลข มักมองตนเองเทียบกับคนที่เก่งเลขกว่าเป็นหลัก ไม่ค่อยมองว่ายังมีอีกหลายคนที่พอๆ กัน คือดูคนที่เก่งกว่า เพื่อยืนยันการชังตนเองในเรื่องนั้น ถ้าไม่อยากให้คนชังตนเองในเรื่องใด อย่าตอกย้ำความล้มเหลวในเรื่องนั้น อย่าเหยียบซำ้ความล้มเหลวในเรื่องนั้น ที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ อย่าทำให้ความผิดพลาดนิดๆ หน่อยๆ กลายเป็นมหันตโทษ และอย่ามัวแต่เปรียบเทียบกับความสำเร็จในบริบทที่ต่างกัน

ถ้าบังเอิญโชคร้ายที่ถูกปลูกฝังความชังตนเอง เพราะตกอยู่ในสังคมชังตน คือเห็นคนอื่นดีกว่าตนเองในแทบทุกเรื่อง แล้วอยากจะหลุดพ้นจาการชังตนเองในเรื่องนั้น ให้เริ่มต้นจากการยอมรับความจริงว่า คนแทบทุกคนมีการชังตนเองอยู่บ้างเป็นธรรมดา เราเกิดมาตัวเล็ก ก็อาจชังตนเองในเรื่องความแข็งแรง ในยามที่ไปเจอคนตัวโตบ่อย ๆ แล้วยอมรับเพิ่มอีกหน่อยว่า คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน องค์กรแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน ดังนั้นตัวใหญ่อาจจะดีกับองค์กรหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นว่าตัวใหญ่เท่านั้นที่จะดีในองค์กรที่เราอยู่ ลองหาต่อไปว่าตัวเล็กอย่างเรามีอะไรบ้างที่ตัวโตทำไม่ได้บ้างในบริบทของเรา ซึ่งไม่น่าจะยากที่จะหาให้เจอ และนั่นคือความแข็งแรงแบบตัวเล็ก พยายามสร้างความเชื่อมั่นในความแข็งแรงนั้นขึ้นมา ความชังตนเองในเรื่องความแข็งแรงจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในทันที่ที่ผ่านกำแพงขังความชังตนเหล่านี้ไปได้ ยอมรับสามเรื่อง หนึ่งเรามีอาการชังตนเป็นธรรมดา ถ้าไม่มากจนเกินไป สองคนแต่ละคนมีบริบทไม่เหมือนกัน สามไม่ว่าจะชังตนในเรื่องไหนก็ตาม เราทุกคนมีดีในเรื่องนั้นเสมอ ดังนั้นเมื่อมีดีแล้ว จะมัวชังตนเองต่อไปอีกทำไม หันไปใช้ของดีนั้นทำประโยชน์ให้ตนเองในเรื่องนั้นกันดีกว่า

ทฤษฎีว่าด้วยการชังตนเองนั้นมีการคิดค้นมานานเกือบร้อยปีมาแล้ว เพียงแต่มีการนำไปใช้ประโยชน์ในวงจำกัด เช่นวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่ค่อยใช้กันในวงกว้าง เพราะมีน้อยสังคมนักที่ผู้คนทุกกลุ่มต่างพยายามสารพัดอย่างเพื่อให้ผู้คนในสังคมชังตนเองในแทบทุกเรื่องในชีวิต

 

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.บวร ปภัสราทร

แชร์ข่าว :
Tags: