วาระทีดีอาร์ไอ

ดูบทความทั้งหมด

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

14 กุมภาพันธ์ 2562
2,595

มุ่งเป้าความปลอดภัย “มอเตอร์ไซค์” ลดการตายบนถนนติดอันดับโลก

องค์การอนามัยโลก(World Health Organization:WHO) ได้เสนอ รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน ปี 2561(Global status report on road safety 2018)

แสดงสถานะว่าไทยไม่ปลอดภัยติดอันดับ 9 ของโลก โดยที่มีผู้เสียชีวิต 21,745 รายบนท้องถนน แม้จะดีขึ้นจากอันดับ 2 ของโลกในการประเมินเมื่อ 2 ปีก่อน

แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรยังคงมีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในเอเชีย โดยเฉพาะตัวเลขการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักยานยนต์ที่ประเทศไทยถือว่าเลวร้ายที่สุดในโลก

“จักรยานยนต์” เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดและมีสัดส่วนการเสียชีวิตมากกว่า 70 % เมื่อเทียบกับยานพาหนะประเภทอื่น กลุ่มเสี่ยงหลักคือคนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น อุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์อาจเป็นปัจจัยของความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไทย โดย WHO ประมาณมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2559 สูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

ด้วยข้อจำกัดของระบบขนส่งสาธารณะและสภาพการจราจรในประเทศไทย ทำให้การเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์มีความจำเป็น จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก พบว่า ปัจจุบันมีรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในระบบสูงกว่า 20 ล้านคัน โดยกลุ่มผู้ใช้งานหลัก ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ ดังนั้น การทำให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางได้อย่างปลอดภัยเป็นมาตรการที่ภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญ

อุปสรรคสำคัญในการจัดการอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์คือ ภาครัฐไม่สามารถกำกับดูแลผู้ขับขี่ ตั้งแต่การออกใบอนุญาตขับขี่ จนถึงมาตรการบังคับใช้ทางกฎหมาย แม้จะมีรถจักรยานยนต์กว่า 20 ล้านคัน แต่ผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์กลับมีเพียง 12 ล้านคน อาจคาดได้ว่าคนอีกเกือบ 8 ล้านคน หรือ 37% ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ อีกทั้ง พบว่า 34% ไม่มีประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งทั้งสองส่วนมีความสำคัญมากในการรับรองคุณภาพผู้ขับขี่และการชดเชยเยียวยาหากเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ งานศึกษาของ Thailand Accident Research Center (TARC) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่

ด้านมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับขี่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องด้วยชั่วโมงการอบรมน้อยเกินไป การทดสอบข้อเขียนไม่ครอบคลุมความรู้ที่จำเป็น ไม่มีการสอบภาคปฏิบัติบนถนนจริง อีกทั้ง ยังไม่มีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ใช้งานวัยรุ่น ทั้งในเรื่องของแนวทางการจำกัดอายุผู้ขับขี่สำหรับรถจักรยานยนต์ รวมถึงการแยกประเภทใบขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง หรือบิ๊กไบค์ ที่ต้องการความรู้ความชำนาญ และความสามารถในการตัดสินใจมากกว่ายานพาหนะประเภทอื่น แนวทางในแก้ไขจึงต้องมีการปรับปรุงระบบการให้ใบอนุญาตขับขี่ ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลให้ผู้ขับขี่ทุกคนมีใบอนุญาตขับขี่

การดำเนินมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยยังขาดบทลงโทษและการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการกระทำผิดในระดับสูง ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า “พฤติกรรมผู้ขับขี่” เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์เกือบ 50 % ทั้งในเรื่องของการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การตัดหน้าหรือขับรถตามในระยะกระชั้นชิด การไม่สวมหมวกนิรภัย ฯลฯ

แนวทางการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ นอกจากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว การสร้างผู้ขับขี่ที่มีคุณภาพสู่ท้องถนนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยมาตรการส่งเสริมให้มีใบอนุญาตขับขี่ มาตรการทางกฎหมาย และการส่งเสริมความรู้ อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปลี่ยนมุมมองในการแก้ไขปัญหา ไม่กล่าวโทษว่าเป็นความประมาทหรือความไร้วินัยของผู้ขับขี่เพียงอย่างเดียว เพราะโอกาสผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ระบบควรป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด

ทุกฝ่ายจึงควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ทั้งการมีถนนที่ปลอดภัย เช่น การสร้างช่องทางรถจักรยานยนต์ ปรับสภาพถนน และใช้เทคโนโลยีในการลดอุบัติเหตุ เป็นต้น

รวมถึงการมียานพาหนะที่ปลอดภัย เช่น การเพิ่มความเข้มงวดในการประเมินมาตรฐานรถ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการติดตั้งระบบ Anti-lock braking System (ABS) และ Combined braking System (CBS) ของรถจักรยานยนต์ หากมีการดำเนินการที่จริงจังอย่างเป็นระบบ จะสามารถแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ได้อย่างตรงจุด ช่วยลดอัตราการบาดเจ็บ เสียชีวิตของผู้ขับขี่ และยังส่งผลให้อันดับความปลอดภัยทางถนนของไทยในระดับโลกดีขึ้นด้วย

โดย... 

พรพิมล ตินะน้อย

ณิชมน ทองพัฒน์ 

ดูบทความทั้งหมดของ วาระทีดีอาร์ไอ

แชร์ข่าว :
Tags: