คอลัมนิสต์

เปิดข้อสงสัย 'จัสมิน' ซื้อหุ้นคืน

ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

 (มหาชน) JAS อยู่ในความสนใจของคนในสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ถูกมองว่าจะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมมือถือ หลังจากชนะการประมูลใบอนุญาตระบบ 4 จีบนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยมูลค่าสูงลิ่ว 7.5 หมื่นล้านบาท

หลายคนประเมินการแข่งขันดุเดือดและรุนแรงขึ้น จากจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น และภาระต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ราคาหุ้นมือถือ ผันผวนแรงตามกระแสข่าวในแต่ละวัน โดยเฉพาะหุ้นจัสมิน ปรับตัวขึ้นลงแรง ทั้งข่าวการเพิ่มทุน หรือการล้มแผนลงทุน ซึ่งราคาปรับตัวจาก 3.24 บาท เพิ่มขึ้นไปสูงสุด 3.96 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 2.70 บาทราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.07 บาท

ล่าสุดบริษัทประกาศ อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน โดยจะใช้วงเงินประมาณ 6 พันล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นคืนราว 20% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไปราคา 5 บาทต่อหุ้น ซึ่งต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีวันที่ 12 เม.ย.นี้

กรณีการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจในหลายๆ ประเด็น ตั้งแต่วิธีการซื้อหุ้นคืน เป็นการรับซื้อคืนจากผู้ถือหุ้นโดยตรง ไม่ได้ซื้อในกระดานหลักตามเกณฑ์ปกติ และการกำหนดราคารับซื้อคืนไม่มีความชัดเจน สัดส่วนการรับซื้อคืนสูงถึง 20% ตามปกติการซื้อหุ้นคืนจะรับซื้อที่ 10% การกำหนดวงเงินรับซื้อคืนสูงถึง 6 พันล้านบาท สูงกว่ากำไรสะสมที่บริษัทในงบปี 2558 อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท ดังนั้นต้องใช้เงินสูงถึง 3 เท่าตัว

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ (ประเทศไทย) ตั้งข้อสงสัยอย่างน่าสนใจเรื่องการซื้อหุ้นคืนว่า 

1) บริษัทยังไม่ชี้ชัดว่าจะใช้ราคาใด จากราคาเฉลี่ยแบบที่ 1 หรือ 2 ซึ่งมีราคาแตกต่างกันมาก หากใช้แบบที่ 1 ก็มีราคาต่ำกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน 20% หากใช้แบบที่สองดูเหมือนจะได้ราคาดีคือ สูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบันอีก 35% แต่ก็จะสามารถนำไปเสนอขายได้แค่บางส่วน คือบริษัทจะรับซื้อในสัดส่วนเพียง 16.82-20% จากจำนวนหุ้นที่ไปเสนอขาย หากเป็นกรณีมีจำนวนหุ้นนำไปขายสูงกว่าที่บริษัทรับซื้อ ดังนั้นส่วนเพิ่มที่ได้รับจะลดลงตามสัดส่วนที่รับซื้อเป็น 5.9%-7% เท่านั้น ขณะที่มีความเสี่ยงในข้อถัดไป

2) ไม่ค่อยได้เห็นที่บริษัทจะใช้ราคารับซื้อหุ้นคืนที่ย้อนหลังไปถึง 1 ปี ในกรณีปกติมักจะใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง เช่น 30 วัน ขณะที่การซื้อหุ้นคือแบบทั่วไป อาจไม่ได้กำหนดเกณฑ์ที่แน่ชัดเกี่ยวกับราคาที่รับซื้อคืน แต่หากตลาดกำหนดว่าให้บริษัทย้อนหลังได้เพียงเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วัน ราคารับซื้อคืนจะเป็นเพียง 2.96 บาทเท่านั้น

3) ตามเกณฑ์ “คู่มือการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน” ได้ระบุว่าบริษัทต้องมีคุณสมบัติประการหนึ่งว่า มีกำไรสะสม โดยการซื้อหุ้นคืนจะทำได้ไม่เกินวงเงินสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการ ซึ่งในงวดสิ้นปี 58 ซึ่งเป็นเพียง 2.3 พันล้านบาท ขณะที่บริษัทจะใช้วงเงินประมาณ 6 พันล้านบาทในการซื้อหุ้นคืน ก็จะไม่เพียงพอ อีกทั้งบริษัทได้ประกาศปันผลล่าสุดที่ 0.30 บาทต่อหุ้นหรือ 2.14 พันล้านบาท XD 25 ก.พ.59 ไปแล้ว แต่ยังไม่กำหนดวันจ่ายปันผล หากหักส่วนนี้ไป กำไรสะสมก็จะยิ่งลดลงเราจึงมีข้อสงสัยว่าบริษัทจะยังสามารถทำการซื้อหุ้นคืนได้อีกหรือไม่

4) มีเกณฑ์อีกหนึ่งข้อคือ การซื้อหุ้นคืนต้องไม่มีลักษณะเป็นการผลักดันราคา หรือทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด เปลี่ยนแปลงผิดไปจากสภาพปกติของตลาดฯ แต่การที่บริษัทประกาศราคาซื้อหุ้นคืนที่ประมาณ 5 บาทนั้น ทำให้ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวแกว่งตัวอย่างผิดปกติมาก จึงยังมีความสงสัยว่าตลาดจะมีการตีความว่า เป็นการผลักดันราคาได้หรือไม่ หากได้ก็จะทำให้การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ล้มเลิกไป

สอดคล้องกับบล.เอเซียพลัส ที่ทิ้งข้อสงสัยในประเด็นนี้ว่า การที่บริษัทจัสมินมีแผนซื้อหุ้นคืน เป็นที่สังเกตว่าทำไมบริษัทถึงต้องประกาศซื้อหุ้นขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทควรจะต้องจัดเตรียมเงินสด พร้อม bank garauntee เพื่อชำระเงินค่าใบอนุญาต 4G งวดแรก เป็นการสะท้อนว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ 4จีน้อยกว่าการดูแลหุ้นใช่หรือไม่.....