CEO Blog

วิธีเรียกพลัง

ทุกท่านที่สื่อสารโดยใช้ social media โดยเฉพาะสติกเกอร์ Line คงคุ้นเคยดีกับเจ้าตัวเรียกพลัง ให้ฮึด ให้อึด ให้กำลังใจ ให้ไม่ท้อ

“สู้! สู้!” “Faito!” “Fighto!”

ปีใหม่ยังไม่ทันเก่าเราเริ่มมีชั่วโมงล้า ต้องทำท่ากำมือชูหมัด ฟัด! ฟัด! Fight! Fight !

หลายท่านเริ่มเมินวันจันทร์ คร่ำครวญว่าวันเสาร์อาทิตย์ช่างแสนสั้น

ขยันรอวันศุกร์กัน..เหมือนเดิม

วันนี้มาคุยกันว่า คนที่เหมือนมีความสามารถเรียก “พลัง” จากภายใน จนทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขามีเคล็ดลับอะไรบ้าง

ท่านผู้รู้ด้านจิตวิทยาของการทำงานหลากหลายค่าย กระซิบว่า ก่อนที่จะเสาะแสวงหาหนวดเต่าเขากระต่ายเพื่อเพิ่มพลัง

กรุณาตระหนักว่า มีวิธีพื้นฐาน ที่ทำแล้วพลังดีขึ้นทันที ไม่มีใครเถียงได้

นั่นคือ The Obvious Trio สามแนวทางพื้นฐาน ว่าด้วย1.พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ 2.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ 3.การนอนหลับอย่างพอเพียง

อนึ่ง มืออาชีพอย่างเราที่ต่างต้องการประสบความสำเร็จ แถมรักตัวกลัวตาย มีหรือไม่รู้ ว่าทั้ง 3 ข้อสำคัญยิ่ง

แต่การ “รู้จริง” ต่างจากการ “ทำจริง” ยิ่งนัก

ดิฉันขอเล่ามุมมองน่าสนใจ ที่จะทำให้เกิดการ “ทำจริง” ได้ง่ายขึ้น จากผลการวิจัยของกูรูหลากหลายท่าน อาทิ คุณ Tom Rathผู้เขียนหนังสือขายดี Eat Move Sleep และอาจารย์ Brian Wansink หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องจิตวิทยาการบริโภคของมหาวิทยาลัยดัง Cornell ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

 ปรับพฤติกรรมการกิน EAT

ว่าด้วยของการกินของจุกจิกในที่ทำงาน เราเริ่มปรับนิสัยนี้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผล อาทิ

ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเข้าไว้!

ตัวอย่างเช่น การศึกษาพฤติกรรมการกินลูกอมและขนมขบเคี้ยวในที่ทำงาน

ปรากฏว่า หากขยับโถขนมที่วางอยู่ใกล้ตัว ให้ห่างออกไปแค่ 6 ฟุต คนจะลดจำนวนขนมที่บริโภคลงถึงครึ่งหนึ่ง!

อีกตัวอย่าง คือ Google ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องดูแลประคบประหงมพนักงาน ของกินดีๆสารพัด จัดให้ฟรี

ผลคือ คน Google เริ่มนิยมไว้พุง! ฝ่าย HR ที่องค์กรนี้เรียกว่า People Operations จึงมีโครงการ M&Ms เพื่อแสวงหาวิธีเพิ่มพลังและความสุขของคนทำงานโดยพัฒนาพฤติกรรมการกิน

สำนักงานต้นแบบ คือ Google ที่ New York ซึ่งมีพนักงานประมาณ 2,000 คน

ปกติขนมยอดนิยมของเขา คือ เจ้าช็อคโกแลตเม็ดแบนๆเคลือบหลากสี ยี่ห้อ M&Ms

ในอดีต ขนมนี้อยู่ในชามใบใหญ่ ไม่มีฝา คล้ายเรียกร้องเชิญชวนคนใกล้ไกลว่า มาหยิบ..มาหยิบ..มาหยิบ..

หลังจากเขาทดลองเอาขนมใส่โหลสีทึบ มีฝาปิด น้องพี่หยิบได้ แต่ต้องเปิดฝา (ที่มิได้เปิดยากเย็นแต่ประการใด)

ผลคือ..

แคลอรี่ที่เกิดจากเฉพาะขนม M&Ms ที่พนักงานคว้าทานเล่นๆ ลดลงรวม 3.1 ล้านแคลอรี่ ใน 7 สัปดาห์!(เทียบเท่าข้าวขาหมูกว่า 6,000 จาน!)

ถามตัวเองว่า“พี่แบทแมนจะเลือกกินอะไร”?

อาจารย์ Brian Wansink ทำการวิจัยกับเด็กๆที่เข้าโครงการสุขภาพดี

กติกาคือ ยามที่หนูๆจะเลือกหยิบอาหาร ก่อนหยิบ ต้องหยุดถามตนเองก่อนว่า แล้วพี่แบทแมน (หรือซูเปอร์ฮีโร่ ตลอดจนเจ้าหญิงในเทพนิยายอื่นใดในดวงใจเด็กแต่ละคน) จะเลือกทานอะไร

ผลปรากฏว่าเกือบ 50% ของเด็ก จะเลือกหยิบอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้ แทนการหยิบขนมหวาน หรือมันฝรั่งทอด !

สำหรับผู้ใหญ่อาจารย์แนะว่า ประยุกต์ให้เหมาะกับวัยได้ครับ

ยามที่เราอยู่ในวินาทีที่กำลังตัดสินใจว่าจะกินหรือไม่กินทองหยอด (หรือของโปรดอื่นใด ที่รู้ทั้งรู้ว่า เป็นสาเหตุของสารพัดโรค)

แค่หยุดถามว่า ดาราในดวงใจ (น้อง...) หรือคนที่เราชื่นชม (พี่...) อาทิ พี่ (ณเดช) จะเลือกทานอะไรน้า?..

น่าจะพอชะลอการตัดสินใจ ใช้ได้อยู่ค่ะ!

อาจารย์อธิบายว่า นอกเหนือจากความชื่นชมที่มีให้คนในดวงใจ ที่เราอยากได้หุ่นและสุขภาพเขามาครอบครองบ้าง

การถามเช่นนี้ถือเป็นการตั้งสติ! หยุด! ฉุดความคิดและการกระทำ ที่เสมือนมีมนตร์ดำมาอำพรางจิตทำให้เราหยิบขนมโปรดเข้าปากอย่างมิได้ยั้งคิดนั่นเอง

อย่าปล่อยกายใจให้ต้องใช้พลังต่อสู้กับสิ่งยั่วยวนกวนต่อมอยากมากเกินความจำเป็น

แค่ขยับขนมออกห่างตา ห่างตัว อารมณ์มัวเมาก็ยังหายไปตั้งครึ่ง ดังตัวอย่างข้างต้น

ปรับใช้กับมุมอื่นของชีวิต อาทิ อย่าซื้อขนมขบเคี้ยวมาตุน ทั้งในลิ้นชัก ในตู้เย็น ฯลฯ จนต้องฝึกหักห้ามจิตทุกขณะ

ยามเข้าห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต กรุณาขีดเส้นอันตรายห้ามย่างกรายใกล้ โดยเฉพาะช่องขายขนมขบเคี้ยว ขนมทอด ขนมถุง ฯลฯ

มุ่งซื้อผลไม้ ผัก ปลาฯลฯ แล้วรีบลาออกมาไวๆไม่อ้อยอิ่งแวะเวียนเขตอันตราย

คุณ TomRath ผู้เป็นโรคมะเร็งร้าย ที่ต้องประคับประคองร่างกายมาตั้งแต่วัย 16 เรียกขนมหวานทานเล่นพวกนี้ว่า

Cancer Candyขนมของน้องมะเร็ง

หรืออีกนัยหนึ่ง เราชอบขนมหวานอย่างไร ผลร้ายทำให้เราอวบอ้วนอย่างไร

น้องมะเร็งก็ชอบน้ำตาลและขนมหวานอย่างนั้น

ผลก็คล้ายกัน เขาจะมีความสุขอวบอ้วนโตใหญ่ อย่างนั้น

คุณ Tom บอกว่า เมื่อใดเราปล่อยใจให้อ่อน ยอมซื้อขนมมาครอบครอง (ก็มันซื้อ 2 แถม 1!) กรุณาตระหนักว่า เราต้องเผชิญสงครามจิตวิทยาระหว่าง เรา กับ เจ้าขนมทอดน้ำมันซ้ำแล้วนำไปชุบเกลือเคลือบน้ำตาลบวกสารกันบูดสูตรพิเศษ

สงครามนี้ มีแนวโน้มว่า เราชนะยาก..มาก

ไหนๆ..ก็..ซื้อมาแล้ว เสียดายของ ลองเสียหน่อย..

แล้วจะไปทำสงครามกับมันทำไม..ไม่ซื้อ! จบ.

สัปดาห์หน้ามาคุยต่อถึงอีก 2 พฤติกรรมสู้!สู้! ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการกินกันค่ะ

------------------------------

ไม้จิ้มสมอง

ยิ่งกินมาก ยิ่งไม่อร่อย

ยิ่งกินน้อย ยิ่งอร่อยมาก

สุภาษิตจีน