ชำนาญ จันทร์เรือง

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

20 มกราคม 2559
6,365

สิทธิที่จะถูกลืม (Right to be Forgotten)

หลายครั้งที่เรารู้สึกรำคาญหรือขัดข้องใจที่ข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ของเรา หรือญาติพี่น้อง ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งๆ

ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้ยุติแล้ว หรือได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นการเข้าใจผิด แต่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อหลายช่องทางรวมทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก

สิทธิที่จะถูกลืม (Right to be Forgotten) เป็นสิทธิใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อหลากหลายช่องทาง หรือปรากฏซ้ำข้ามวันข้ามคืนนานเป็นปีๆ แม้ว่าภาพหรือข่าวเหล่านั้นได้ถูกพิสูจน์อย่างแน่ชัดแล้วว่า ถึงจุดสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรมแล้วว่า เราหรือญาติของเราไม่มีความผิด แต่สื่อทั้งหลายไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอต่อการประกาศความบริสุทธิ์ และมิหนำซ้ำไม่ได้ลบข้อมูลข่าวสารที่อาจสร้างความเข้าใจผิดต่อผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้ต้องหา ผู้ต้องสงสัยหรือจำเลย ถูกลืมข่าวเชิงลบนี้ไปจากสังคม และเป็นการให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อปี 2557 ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union) ได้มีคำพิพากษาที่สำคัญและเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิที่จะถูกลืมไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งคดีที่ว่า ก็คือคดีที่นาย Mario Costeja Gonzalez ทนายความชาวสเปนผู้ซึ่งมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เมื่อปี 2541 เขาถูกบังคับให้ชำระหนี้ ด้วยการนำเอาอสังหาริมทรัพย์ออกมาขาย โดยหนังสือพิมพ์ La Vanguardia ในแคว้นคาตาลันของสเปนฉบับที่ตีพิมพ์ในเดือนม.ค. และ มี.ค.2541 ได้ลงรายละเอียดแทบทุกอย่างของเขารวมทั้งหนี้สินและเอกสารกฎหมาย ทั้งในฉบับที่เป็นสิ่งพิมพ์และแบบออนไลน์

เมื่อหนี้สินของเขาหมดไป เขาต้องการเดินหน้าและลืมเรื่องเก่าของเขาที่อาจส่งผลกระทบต่อเขา แต่ปัญหาก็คืออินเทอร์เน็ตไม่ยอมลืมด้วย ทุกครั้งที่เขาพิมพ์ชื่อตัวเองลงในกูเกิ้ล (Google) ข่าวข้อมูลเกี่ยวกับการขายทอดตลาดสมบัติของเขายังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เขาต้องการกู้ชื่อเสียงของเขาด้วยการขอให้หนังสือพิมพ์ลบเนื้อหาและขอให้กูเกิลลบลิงก์เหล่านั้นออก

แต่กูเกิ้ลไม่ยอม เขาจึงต้องไปร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองข้อมูลของสเปน (AEPD-Agencia Espanola de Protection de Datos) ซึ่ง AEPD เห็นว่าหนังสือพิมพ์มีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะเก็บข้อมูลฉบับตีพิมพ์ไว้ (lawfully published) แต่มีคำสั่งให้กูเกิ้ลลบลิงก์เหล่านั้นออก แต่กูเกิ้ลได้อุทธรณ์ต่อศาลสเปน ซึ่งศาลสเปนได้ส่งต่อไปยังศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป หรือ ECJ และ ECJ ได้มีคำพิพากษา โดยยึดบรรทัดฐานการปกป้องข้อมูลของสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ที่ว่าผู้ให้บริการสืบค้นข้อมูลอินเทอร์เน็ตมีความรับผิดชอบในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว (ที่มา : PRESS RELEASE No70/14, Luxemburg, 13 May 2014-Judgment in case C-131/12)

จากคำพิพากษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เมื่อประชาชนมีสิทธิเรียกร้องให้เว็บค้นหาข้อมูลทั้งหลายแก้ไข หรือลบ หรือซ่อน (ไม่ให้ค้นหาได้โดยตรง) ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ หากเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเคยมีส่วนเกี่ยวข้องแต่เป็นอดีตไปแล้ว ซึ่งคำพิพากษานี้ ชี้ให้เห็นว่าปัจเจกบุคคลมีสิทธิสูงสุดในการควบคุมข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง

อย่างไรก็ตาม ศาลอาจอนุญาตให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ได้รับการคุ้มครองไว้ก็ได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่เปิดเผยออกมานั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ดังเช่น กรณีหมิ่นประมาท โดยหากผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนั้นเป็นความจริง และไม่ใช่เรื่องส่วนตัว อีกทั้งเป็นประโยชน์กับประชาชน

มองเขาแล้วมองเรา

ในขณะที่สหภาพยุโรปมีความก้าวหน้าถึงการมีสิทธิที่จะถูกลืมแล้ว แต่ไทยเรากลับมีทิศทางไปในทางตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ลดทอนสิทธิต่างๆ ลงจากเดิมในรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 มิหนำซ้ำยังมีการพยายามที่จะบรรจุข้อมูลส่วนบุคคลแทบทุกอย่างลงในสิ่งที่เรียกว่า “สมาร์ทการ์ด”ในรูปแบบของบัตรประชาชนที่เป็นของรัฐ ทั้งๆ ที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 หมวด 3 ได้บัญญัติเรื่อง “ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” ไว้ว่า หน่วยงานของรัฐที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจะต้องจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพียงเท่าที่เกี่ยวข้องและจำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์เท่านั้น

ที่สำคัญก็คือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่ หรือรายละเอียดในการติดต่อ เช่น สถานที่ทำงาน รายงานทางการแพทย์ ประวัติอาชญากรรม ประวัติทางการเงินนั้น ในมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารยังบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่าหน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในการควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานอื่น หรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้า หรือในขณะนั้นมิได้ เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของภาครัฐตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และในมาตรา 23 วรรคสามยังบัญญัติไว้อีก ว่าหน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบในกรณีมีการจัดส่งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใด ซึ่งจะเป็นผลให้บุคคลทั่วไปทราบข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เว้นแต่เป็นไปตามลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติเท่านั้น

อย่าลืมนะครับว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้นอาจสร้างผลร้าย และผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ โดยอาจทำลายชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ ฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาพิจารณาถึงเรื่องข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลกันอย่างจริงจัง ซึ่งก็หมายความรวมถึง สิทธิที่จะถูกลืม (Right to be Forgotten)” ด้วยนั่นเอง

แชร์ข่าว :
Tags:

NOW26