ภาพรวมตลาดหุ้นไทยประเดิมต้นปี 2559 ดัชนีหุ้นไทยผันผวนแรง
ตามที่หลายๆคนคาดการณ์ไว้ แรงเทขายต่างชาติ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ขณะที่หุ้นใหญ่ยังถูกถล่มขาย ซึ่งปัจจัยทั้งในและต่างประเทศยังคงกดดดัน ให้ทิศทางหุ้นไทยเป็นขาลงต่อเนื่อง กลยุทธ์การลงทุนในลักษณะตลาดแบบนี้ จะเห็นว่าโบรกเกอร์ส่วนมากแนะนำและมุ่งเน้นไปที่หุ้นปันผลดี พีอีเรโชต่ำ โดยในช่วงเทศกาลเดือนมี.ค.-พ.ค.เป็นช่วงเทศกาลบจ.จ่ายปันผลของทุกปี
บล.เอเซียพลัส แนะนำว่าแม้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลง จากปัจจัยภายนอก ทั้งความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ชะชอตัวของจีน และราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ถือเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นที่ราคาปรับฐานลงมาลึกเกินปัจจัยพื้นฐานแล้ว และมีการจ่ายปันผลสูง ซึ่งโดยปกติแล้ว นักลงทุนมักจะทยอยซื้อสะสมตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงของการจ่ายปันผลราวเดือน มี.ค.- พ.ค. เนื่องจากราคาหุ้นที่จ่ายปันผลสูง มักจะมีการปรับขึ้นอย่างมีนัยฯ และฝ่ายวิจัยได้ค้นหาหุ้นปันผลเด่น โดยใช้เกณฑ์ดังนี้ คือ มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 6%, มีพีอีเรโชปี2559 ต่ำกว่า 13 เท่า พร้อมทั้งมีอัพไซด์สูงเกิน 20%
ประกอบด้วย หุ้นค้าเหล็กไทยคาดยีลด์ 8.48% น้ำมันพืชไทย 8.44% บีเจซีเฮฟวี่ 8.26% ปตท.จีซี 7.68% อินทัช 7.45% หุ้นดีอาร์ที 7.35% หุุ้นเอไอที 6.79% หุ้นธานีลีสซิ่ง 6.66% หุ้นทิสโก้ 6.64% หุ้นเอสเอ็นซี 6.44% หุ้นเอสซี 6.38% หุ้นศุภาลัย 6.26% หุ้นเอ็มซีเอส 6.12% หุ้นฐิติกร 6.09% หุ้นเสนาฯ 6.09% และหุ้นคิวเฮาส์ 6.05%
บล.ทรีนีตี้ระบุว่า หุ้นที่คาดจะให้ยีลด์สูงซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนชนะตลาดได้ดีในช่วง 1-2 เดือนแรกของทุกปี ได้แก่หุ้นเอเซียพลัส ,หุ้นเคจีไอ,หุ้นเอเชียเสริมกิจ,หุ้นธานีลีสซิ่ง,หุ้นเอพี,หุ้นแอลพีเอ็น,หุ้นคิวเฮาส์,หุ้นเอสซี,หุ้นแสนสิริ,หุ้นศุภาลัย,หุ้นเอไอที,หุ้นอินทัช,หุ้นบีเจซี,หุ้นเอสทีพีไอ,หุ้นทีเคเอสและหุ้นทีโอจี
บล.เคจีไอ รายงานว่าหุ้นปันผลที่ฝ่ายวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ และสามารถเลือกลงทุนได้เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทน จากเงินปันผลมากกว่า 7% และจ่ายครั้งเดียวหลังปิดงบปี ซึ่งหุ้นที่น่าสนใจคือหุ้นบีเจซีเฮฟวี่ คาดจ่ายปันผล 0.55 บาทต่อหุ้น และหุ้นเอเชียเสริมกิจ คาดจ่ายปันผล 1.53 บาทต่อหุ้น
บล.ธนชาตระบุว่า กลุ่มหุ้นที่มองว่าจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดในระยะสั้นๆ ยังเป็นกลุ่มหุ้นปันผลสูง ประกอบด้วยหุ้นอินทัช หุ้นแอดวานซ์ และหุ้นทิสโก้ อัตราผลตอบแทนน่าจะอยู่ระดับ 5-6%
นอกจากนี้ การที่“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาประกาศว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคัดเลือกรายชื่อหุ้นปันผลเด่นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ขึ้นไปในช่วง 5 ปีย้อนหลัง ทั้งหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จากปกติที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะจัดประเภทหุ้นปันผลแค่กลุ่มเซ็ท100 เท่านั้น แต่การจัดทำให้ครอบคลุมทั้งเซ็ท และเอ็มเอไอ โดยจะแยกตามกลุ่มธุรกิจเพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณา เพื่อเป็นแนวทางให้นักลงทุนใช้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนในช่วงที่ภาวะตลาดไม่ดี ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ซื้อหุ้นในราคาถูก และปันผลดี
จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในหุ้นปันผล น่าจะปลอดภัยกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดีเท่านั้น ดังนั้น น่าจะมีคำตอบว่าควรจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนได้บ้างอย่างน้อยจะรู้สึกอุ่นใจ เมื่อดัชนีหุ้นไหลลงแบบไม่รู้ว่าแนวรับอยู่ที่ตรงไหน





