สัปดาห์ที่ผ่านมา การประมูลระบบ 4 จีคลื่นความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์
เป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยมูลเงินลงทุนก้อนโต 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมูลค่าเงินลงทุนในครั้งนี้ถือว่าสูงเกินความคาดหมายของทุกคน จนทำให้กลุ่มผู้บริโภคเกิดความกังวลต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการประมูลใบอนุญาตที่สูงขึ้น จะถูกผลักภาระมาที่ค่าบริการ แม้ว่าทางการที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมายืนยันว่า ผู้บริโภคจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นกัน ได้รับผลกระทบก่อนจะสะท้อนมาถึงผู้บริโภคทั่วไปก็คือ กลุ่มผู้ถือหุ้นบริษัทที่เข้าร่วมประมูล เนื่องจากราคาหุ้นระหว่างที่มีการประมูลราคาหุ้นผันผวน และปรับลดลง ซึ่งสิ่งที่ตามมา ก็คือ มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป)ลดลงอย่างน่าใจหาย
หากพิจารณาเฉพาะวันที่มีการประมูล และยังไม่สรุปผลการประมูล มาร์เก็ตแคปของหุ้นที่เข้าร่วมประมูล ลดลง รวมกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย หุ้นแอดวานซ์ (ADVANC) จาก 6.71 แสนล้านบาทเหลือ 6.27 แสนล้านบาทลดลง 4.4 หมื่นล้านบาท หุ้นดีแทค(DTAC) จาก 1.4 แสนล้านบาท เหลือ1.32 แสนล้านบาท ลดลง 1.1 หมื่นล้านบาท หุ้นทรู(TRUE) จาก 2.4แสนล้านบาทเหลือ 2.2 แสนล้านบาท และหุ้นจัสมิน(JAS) มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม หลังจากผลการประมูลไลเซ่นส์ออกมา มาร์เก็ตของบริษัทที่ชนะการประมูลในครั้งนี้ คือ บริษัทแอดวานซ์ และบริษัททรู กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้ตีกลับมายืนที่ระดับก่อนยื่นประมูล ขณะที่บริษัทที่พลาดการประมูลราคาหุ้นยังคงผันผวนต่อเนื่อง ขณะที่มาร์เก็ตแคปย่อมปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกัน อาจเป็นเพราะผู้ลงทุน ยังไม่แน่ใจและอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมีหลายๆคนประเมินว่า บริษัทที่พลาดการประมูลจะเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ
นอกจากนี้ มีข้อมูลที่จากตลาดหลักทรัพย์ที่น่าสนใจอีกประเด็น คือ ก่อนการเปิดประมูลเพียง 1-2 สัปดาห์ บริษัทที่พลาดประมูลในรอบนี้ ทั้งบริษัทจัสมิน และบริษัทดีแทค ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับงวด 9 เดือนของปี 2558 ก่อนยื่นประมูล แม้ว่าจะประกาศผลกำไรที่ลดลงโดย บริษัท ดีแทค รายงานกำไรงวดไตรมาส3ปีนี้ลดลง 52% แต่คณะกรรมการบริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.72 บาท ซึ่งจะจ่ายปันผลในวันที่17 พ.ย. 2558 บริษัทจัสมิน รายงานกำไรไม่รวมรายการพิเศษลดลง โดยงวดไตรมาส3ปีนี้ ลดลง 4% ขณะที่บริษัทมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล อัตราหุ้นละ 0.10 บาท ซึ่งกำหนดจ่ายปันผลระหว่างกาลวันที่ 27 พ.ย.2558
ทั้งนี้ การประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลช่วงเวลาที่เหมาะสมแบบนี้ ดูเหมือนเป็นกลยุทธ์การปลอบใจผู้ถือหุ้นได้หรือไม่ แต่ถ้าพิจารณากันให้ดีๆการจ่ายเงินปันผลในแต่ละครั้งย่อมเป็นผลดีกับผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยได้แค่เพียงปลายไม้ และหากลองคำนวณเห็นเฉพาะเงินปันผล ระหว่างกาลรอบนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจัสมินอย่าง“พิชญ์ โพธารามิก”รับเงินปันผล 184 ล้านบาท ขณะที่“ ELENOR ASIA ”ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทดีแทค รับเงินปันผลกว่า 726 ล้านบาท
งานนี้ นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นสื่อสาร คงต้องทำใจ นอกจากมูลค่าหุ้นค่อยๆ หายไปกับความไม่แน่นอนของธุรกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง ทำให้ผลตอบจากการลงทุนไม่ชัดเจน แถม เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีเรื่องที่รอกระทบกระเทือนมูลค่าหุ้นอีกครั้ง คือการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ในวันที่15 ธ.ค.นี้ ถ้าเป็นแบบนี้ใครใจไม่แข็ง พอคงต้องเตรียมตัดสินใจว่าจะถือต่อหรือถอนการลงทุน ควรทบทวนกันให้ดีๆ





