วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

ถึงเวลาซื้อหุ้นไทยได้หรือยัง

ถึงเวลาซื้อหุ้นไทยได้หรือยัง

ความปั่นป่วนของตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก และเกิดความลังเลในการตัดสินใจที่จะลงทุนหรือถอย

ออกจากตลาดหุ้นในเวลานี้ และจากการสำรวจความคิดเห็นของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ดูเหมือนว่า ยังไม่แนะนำให้ลงทุนในระยะสั้น เพราะประเมินว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยอาจจะยังลงลึกไปได้อีก และบางรายยังประเมินว่าดัชนียังมีโอกาสลดลงหลุดระดับ 1,200 จุด

บล.กรุงศรี ประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นในตอนนี้ว่า เราอาจเข้าสู่ภาวะตลาดหุ้นขาลงอย่างเต็มรูปแบบ หากดัชนีหุ้นหลุด 1,200 จุด หรือปรับลงอีก 5% จากระดับปัจจุบัน เพราะนับตั้งแต่จุดต่ำสุดของวิกฤติ Subprime เมื่อเดือนมี .ค 2552 ตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกอยู่ในภาวะตลาดกระทิงมาเป็นระยะเวลานานกว่า 6 ปี โดยดัชนีตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกได้ปรับเพิ่มขึ้น 100-300% ขณะที่ตลาดหุ้นไทย 288% จากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการพิมพ์พันธบัตรของสหรัฐ (QE) ที่ไหลเข้าสินทรัพย์เกือบทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่การขยายตัวของเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้ดีเหมือนกับดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นเป็นอย่างมาก และวันนี้เราเห็นกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาร่วงลงอย่างมาก เช่น ราคาน้ำมันดิบต่ำสุดในรอบ 6.5 ปี ทองคำต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ดัชนี้ตลาดหุ้นเริ่มเห็นการปรับฐาน จากจุดสูงสุดแล้วประมาณ 15% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ภาวะตลาดหุ้นขาลงหลังปรับขึ้นมานานกว่า 6 ปีแล้วก็เป็นได้

ขณะที่บล.ทรีนีตี้ได้เสนอบทวิเคราะอย่างน่าสนใจ Where is a bottom? จากการปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทยที่ลดลงไปกว่า 60 จุด ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายในตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับไหนที่ควรเข้าซื้อหุ้น หรือจุดต่ำสุดของรอบนี้อยู่ระดับไหน จึงหยิบยกโมเดล Earning yield gap ของเรากลับมาคำนวณหาคำตอบดังกล่าว ซึ่งเป็นโมเดลที่ค่อนข้างใช้ได้ผลในการหาความเสี่ยงขาลง ของดัชนีนับตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Earning yield gap ของดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 5.34% อ้างอิงกำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) คาดการณ์ของตลาดปีนี้ที่ 95.60 บาทและBond yield 10 ปีของสหรัฐฯที่ 2.01% ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5.42% นั่นหมายความว่า ดัชนียังไม่ได้มีความน่าสนใจในแง่ของ Valuation เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว เลยทำการคิดกลับเพื่อหาดูว่าดัชนีจะต้องปรับตัวลงถึงระดับไหน จึงจะทำให้ค่า Earning yield gap นี้ปรับตัวเข้าสู่ค่าเฉลี่ย

ระยะยาว โดยหากยึด EPS และ Bond yield ที่ระดับข้างต้น จะทำให้ได้ระดับดัชนีที่ 1,288 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับดัชนีที่ระดับปัจจุบันแล้ว ดังนั้นคำตอบแรกของเราคือ ดัชนีที่ 1,288 จุดถือเป็นระดับที่ควรเข้าซื้อหุ้น

ส่วนคำถามที่สองเกี่ยวกับจุดต่ำสุดของดัชนีหุ้นในรอบนี้ ได้ทำการประเมินเชิงอนุรักษ์นิยมโดยการลด EPS คาดการณ์ลงจากตลาดกว่า 3% เหลือเพียง 92.5 บาท และเพิ่มระดับ Bond yield เป็น 2.1% ซึ่งก็จะทำให้ได้ระดับดัชนีที่ 1231 จุด ดังนั้นคำตอบที่สองของคือ ดัชนีที่ 1231 จุด น่าจะเป็นระดับเลวร้ายสุดของ ดัชนีรอบนี้ ซึ่งสอดคล้องกับระดับการปรับฐานของดัชนีครั้งสำคัญในอดีต

โดยจากการเก็บสถิติของเรานับตั้งแต่ปี 2542 พบการปรับฐานมีความรุนแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 24% ซึ่งหากนำมาเทียบเคียงกับจุดสูงสุดของดัชนีรอบนี้ที่ 1,616 จุด ก็จะทำให้ได้ระดับความเสี่ยงของดัชนีที่ 1,228 จุดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หวังว่า ข้อมูลข้างต้นพอจะให้คำตอบกับผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่กำลังจะหาทางออกได้บ้าง