กรณีที่ ICAO หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ประเมินมาตรฐาน การดูแลธุรกิจการบินแต่ละประเทศ
- ตรวจสอบการทำงานกรมการบิน พลเรือนไทย (บพ.) ผู้มอบใบอนุญาตให้สายการบินในประเทศไทย พบว่า ต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ห้ามไม่ให้สายการบินไทยเพิ่มเที่ยวบินเหมาลำ รวมถึงเพิ่มจุดบินใหม่ๆ สร้างความกังวลใจโยงไปถึงการดำเนินธุรกิจ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะรับรู้
สิ่งแรกที่จะสะท้อนผลกระทบอันดับแรกคือ ราคาหุ้น เมื่อมีข่าวร้ายเกิดขึ้นไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ราคาหุ้นก็จะตอบรับในทันที เช่นเดียวกัน หุ้นสายการบิน 4 แห่งประกอบด้วย บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด(มหาชน) AAV บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) THAI บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) AOT บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) NOK
เมื่อย้อนพิจารณาราคาหุ้นจะพบว่าปรับลดลงเกือบทั้งกลุ่มยกเว้นหุ้นการบินไทย ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.11% ขณะที่ หุ้นเอเอวีปรับ ลดลงมากสุด 13.79% หุ้นเอโอที ลดลง 2.01% หุ้นนกแอร์ ลดลง 9.38%
บล.เอเซียพลัส ระบุว่าภาครัฐฯ กำลังเร่งแก้ไขปัญหา หลัง บพ. สอบตกมาตรฐานการบิน จนบางประเทศห้ามเพิ่มเที่ยวบินเหมาลำและจุดบิน แต่ เชื่อว่าจะไม่เกิดกรณีร้ายแรงห้ามบินไปต่างประเทศ ขณะที่หุ้นหลายบริษัทน่าจะปรับตัวลงแรงเกินเหตุแล้ว
ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้จะมีหลายสายการบินได้รับผลกระทบ เช่น นกสกู๊ต ถือหุ้นทางอ้อม 24% สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และเอเชีย แอตแลนติก แอร์ไลน์ ยกเว้นเอเอวี น่าจะกระทบจำกัด เพราะ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ แม้เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีถือหุ้นระหว่างกัน ดังนั้น จึงกระทบเพียงแต่การเปิดจุดบินใหม่ในจีน หากรัฐฯแก้ไขตามกำหนดเวลา ยังน่าจะมีลุ้นเปิดได้ทันตามกำหนดในไตรมาส 4/58
ผลกระทบน่าจะส่งผลมาที่เอโอทีเป็นหลักในฐานะผู้ให้บริการสนามบินหลักของประเทศ แต่ถ้าพิจารณาข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมออกมาระบุว่า มาตรการต่างประเทศรอบนี้ กระทบเที่ยวบินเช่าเหมาลำจำนวน 400 เที่ยว และผู้ใช้บริการ 1 แสนคน พบว่านับเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับภาพรวมเที่ยวบิน และผู้ใช้บริการโดยรวมในแต่ละปี คือ 0.06% และ 0.1% ตามลำดับ เท่านั้น
ฝ่ายวิจัยยังได้ทำการศึกษามูลค่าพื้นฐานเอโอทีกรณีกำหนดให้เที่ยวบินเหมาลำ และผู้โดยสารที่เดินทางโดยเที่ยวบินประเภทดังกล่าวซึ่งปกติสูงไม่เกิน 5% ของเที่ยวบินทั้งหมด ถูกยกเลิกทั้งหมด คาดจะกดดันให้กำไรสุทธิเอโอทีหายไปราว 15% จากประมาณการเดิม
บล.ทิสโก้ เชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะสั่งให้กระทรวงคมนาคม ปฏิบัติตามมาตรฐานของทาง ICAO ให้ได้ทันที แม้นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเกี่ยวข้องกับประเทศข้างต้น แต่ประเมินว่าเที่ยวบินเช่า เหมาลำคิดเป็นเพียง 4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ในปีก่อนหากสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30 ล้านคนก็คงโดนกระทบในจำนวน 4% เช่นกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างรวด เร็วในการแก้ปัญหานี้
เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว หากใครสนใจลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ ถึงเวลาที่จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสของการลงทุน





