เมื่อประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความหวัง ที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
กันอีกครั้ง ขณะที่ตั้งแต่มีรัฐบาลทหารเข้ามาดูแล ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 11.42% และบรรยากาศการลงทุนร้อนแรงต่อเนื่อง
ล่าสุดการที่ตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันการจัดงานใหญ่แห่งปี คือ ไทยแลนด์โฟกัส ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค.นี้ ซึ่งในอดีตงานดังกล่าวสามารถเรียกความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เสมอ และตัวเลขสถิติที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ให้ความเห็นว่า งานไทยแลนด์โฟกัส น่าจะช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ จากการศึกษาในอดีตนับตั้งแต่ปี 2547 พบว่า โดยเฉลี่ยนักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิหุ้นไทยช่วง 1 เดือนหลังจากจัดงานกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่มีปีไหนเลยที่นักลงทุนต่างชาติไม่ซื้อสุทธิ ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยมักมีการปรับตัวที่ดี
"ดัชนีจะมีการปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 4% ดังนั้นกลยุทธ์แนะนำนักลงทุนถือหุ้นต่อไป เนื่องจากเชื่อว่าดัชนีหุ้นจะปรับตัวขึ้นในลักษณะขาขึ้น จนถึงช่วงกลางเดือนหน้า จากปัจจัยสภาพคล่องในประเทศที่เอ่อล้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากงานดังกล่าวเป็นสำคัญ"
เขากล่าวย้ำว่า เหตุผลหนึ่งที่เชื่อว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาหลังงาน เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้ถือหุ้นไทยต่ำมากสะท้อนจากการถือครองที่ 33.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 34.1% นอกจากนั้น ถ้าดูการมีส่วนร่วม พบว่านักลงทุนต่างชาติมีส่วนร่วมในตลาดไทยเพียง 18% เท่านั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 26%ด้วย เหตุนี้หากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาตามที่คาดจริง มองว่าหุ้นขนาดใหญ่น่าจะมีโอกาสราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้บ้าง
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ยังไม่พบความเป็นไปได้ที่จะมีแรงขายของกองทุนทริกเกอร์ โดยจากการคำนวณพบว่า กองทุนที่มีขนาดใหญ่สุด ขณะนี้มูลค่ากว่า 2.3 พันล้านบาทจะถึงเป้าหมายที่ระดับดัชนีบริเวณ 1585 จุด
เช่นเดียวกับ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุ งานไทยแลนด์โฟกัส ซึ่งน่าจะช่วยนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนไทยต่อผู้จัดการกองทุนทั่วโลก ดึงดูดเม็ดเงินเป็นแรงที่จะช่วยพยุงดัชนี ในช่วง 1-2 สัปดาห์ถัดไป แต่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากดัชนีเริ่มเทรดเข้าใกล้ในโซนที่ค่อนข้างสูง
สอดคล้องกับ บล.เคเคเทรด ระบุว่า สถิติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าดัชนีหุ้นไทยจะลง 1 สัปดาห์ก่อนการจัดงานไทยแลนด์โฟกัส อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง คือ ดัชนีหุ้นปัจจุบันที่พีอีเรโช 16.6 เท่า มองว่าค่อนข้างตึงตัว ปัจจัยต่อมาเรื่องกรณีรัสเซีย-ยูเครนที่กดดันตลาดหุ้นยุโรป หากคลี่คลายได้ก็อาจมีแรงขายทำกำไรหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่นไทยเพื่อกลับไปซื้อหุ้นยุโรป และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) 17 ก.ย.นี้ เฟดจะปรับลดคิวอีลง อาจมีการปรับมุมมองต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ย
จากข้อมูลดังกล่าวสามารถเป็นสัญญาณบ่งชี้การลงทุนได้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากเข้าลงทุนในครั้งนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากมาย แต่ถ้าเลือกให้ถูกจังหวะและถูกตัว เชื่อว่าคงทำให้ผู้ลงทุนรู้สึกดี เพราะอย่างน้อยก็สูงกว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากสถาบันการเงิน และใช้เวลาลงทุนไม่มากด้วย





