ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศในทุกๆด้าน กำลังเป็นเรื่องที่คนในสังคมให้ความสนใจกันอย่างมาก โดยเฉพาะมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
หรือโรดแมพ ซึ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมองเป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจเข้าลงทุนในตอนนี้
แนวทางการปฏิรูปนโยบายพลังงาน เป็นอีกประเด็นกำลังถูกจับตาว่า จะออกมาในรูปแบบใด เพราะจะมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะ กลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) ล่าสุดได้มีบทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ได้มีการประเมินผลกระทบการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ และได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนออกไปจนกว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว
รายงานระบุว่า สมมติฐานที่ศึกษาของการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน ใน 4 กรณี ได้แก่ กรณีแรกคือ การปรับลดราคา LPG ที่รับซื้อ จากปัจจุบัน 10.60 บาทต่อกิโลกรัม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าทุกๆ 50 สตางค์จากการรับลด จะมีผลทำให้อีบิทดาต่อปีของบริษัท ปตท.ลดลง 1.5 พันล้านบาท กรณีที่สอง การยกเลิกการปรับเพิ่มราคา LPG ภาคครัวเรือนจากที่มีการปรับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ ถ้ายกเลิกไม่มีผลกระทบต่อปตท. เนื่องจากเงินที่เก็บเพิ่มจะนำเข้ากองทุนน้ำมัน ไม่ได้ส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุน
กรณีที่สาม การลดราคารับซื้อน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น ฝ่ายวิจัยมองว่า เป็นไปได้น้อยมาก เพราะราคาอิงต่างประเทศ อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงกลั่นต่ำมากประมาณ 2-3%
กรณีสุดท้าย บีบค่าการตลาดน้ำมันสำเร็จรูป จากโครงสร้างราคาน้ำมันที่มองว่ามีความเป็นไปได้ยาก ที่จะปรับราคาซื้อหน้าโรงกลั่นจากผู้ประกอบการทั้ง 7 ราย แต่ฝ่ายวิจัยมองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดสัดส่วนเงินชดเชยเข้ากองทุนน้ำมัน และภาษีเรียกเก็บประเภทต่างๆ เพื่อบีบราคาขายปลีก ดังนั้น สมมติฐานปรับลดค่าการตลาดธุรกิจขายปลีกในประเทศลดลง 10 สตางค์ต่อลิตร จะส่งผลให้อีบิทดาต่อปีของปตท.ลดลง 1.25 พันล้านบาท ขณะที่บางจากลดลง 360 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากนโยบายพลังงานในประเทศมีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบต่อบริษัทปตท .และบริษัทบางจากมากที่สุด และเมื่ออิงสมมติกรณีศึกษาดังกล่าว เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น จึงควรติดตามแนวทางการปฏิรูปอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนไปดูข้อมูลการเคลื่อนไหวราคาหุ้นในกลุ่มปตท. ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะพบว่า ราคาหุ้นกลุ่มปตท. ในส่วนธุรกิจโรงกลั่น ปรับตัวลดลง ได้แก่ หุ้นปตท.ลดลง 3.87% หุ้นบางจาก ลดลง 0.83% หุ้นไทยออยล์ลดลง 0.83%
ตัวเลขดังกล่าวน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนที่ยังไม่แน่ใจว่า แนวทางการปฏิรูปจะมีผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มปตท.มากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันเป็นกลุ่มหุ้นที่มีขนาดใหญ่ และเป็นที่นิยมของนักลงทุนต่างประเทศ ดังนั้น ช่วงที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ต่างชาติได้ลดบทบาทการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปพอสมควรแล้ว
นอกจากนี้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจ ก็เป็นอีกประเด็นที่จะมีผลกระทบต่อบริษัทปตท. เพราะเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และที่ผ่านมาถือว่า บอร์ดบริหารแต่ละชุด มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด





