ท่านผู้อ่านของผมได้กรุณาโทรมาถามผมว่า ทำไมเดือนมกราคมที่ผ่านมาถึงไม่มีบทความของผมลง
ผมจึงได้เรียนท่านไปว่า ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงหยุดยาวติดต่อกัน และบังเอิญพุธแรกของเดือนมกราคมตรงกับวันปีใหม่ ผมได้หารือทางกรุงเทพธุรกิจแล้วจึงเห็นว่าไม่ต้องลงบทความในเดือนมกราคม ไปยกยอดเดือนกุมภาพันธ์เลย อีกทั้งผมคิดว่าผมได้เรียนมุมมองและแนวโน้มของปี 2557 ไปแล้ว กอปรกับละเหี่ยใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองรอบตัวของเราๆ ทั้งหลาย ก็เลยงดไปนะครับ
ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเปิดศักราชปีม้าคึกคะนอง ตลาดการเงินก็คึกคักตามไปด้วย ค่าเงินดอลลาร์มีค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดนิวยอร์คก็ทำ "new high" จนกระทั่งถึงประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนการประชุม FOMC ครั้งแรกของปี 2557 ระหว่างวันที่ 28-29 มกราคม ตลาดก็หันกลับมาพูดเรื่องการลดขนาดการทำQE แล้วก็เลย take profit ทำให้ตลาดปรับตัวลงมาอย่างรวดเร็ว มีผู้ติด "ยอดดอย” เนื่องจากซื้อเพลินไปหน่อยอยู่พอควร
ท่านผู้อ่านบางท่านหรือหลายท่านก็อาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดจะเล่นข่าวอะไรเมื่อไหร่ อย่างกรณีนี้ก็เรื่องลดQE ผมอยากเรียนว่าไม่มีใครรู้หรอกครับว่าการที่ตลาด"ลาก”ดอลลาร์และหุ้นนิวยอร์กมานะครับ
ข้อเท็จจริงก็คือ ตลาดได้เข้าซื้อดอลลาร์และหุ้นดังกล่าวมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา และในช่วงปลายปี 2556 ที่ผ่านมา ก็จะมีเป็นจังหวะที่มีการทำกำไรเป็นช่วงๆ ตามข่าวเรื่องQE เป็นหลัก (อาจจะเล่นข่าวอื่นบ้างแต่ไม่เด่นชัดนัก) พิจารณาทางการวิเคราะห์ หากเราต้องการให้มีความแม่นยำมากขึ้น ก็คงต้องศึกษาเรื่อง technical analysis แล้วเอามา"รับใช้”เรา ท่านก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น
แต่หากไม่ได้มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว ก็คงไม่ทราบหรอกครับว่าเมื่อไหร่ ผมก็เลยถือเอาโอกาสเรื่องนี้ มาคุยให้ฟังอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้มี"เครื่องมือ”แบบง่ายๆ บ้านๆ เอาไว้เตือนตัวเองเพื่อป้องกันอาการ"ติด”นะครับ
เริ่มเลยนะครับ ผมเชื่อว่านาทีนี้ในบรรดานักลงทุน (จะลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตามที) คงไม่มีใครไม่รู้จัก Federal Reserve หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Fed
Federal Reserve ในความเห็นของผมนั่น น่าจะเป็นธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก (การที่ทรงอิทธิพลไม่จำเป็นว่าจะดีที่สุดหรือฉลาดที่สุดนะครับ) ดังนั้นการเคลื่อนไหวหรือการกระทำใดๆ ของ Fed ก็จะได้รับการจับตามองเหมือนที่คนบางกลุ่มเฝ้าติดตามดารานักร้องนางแบบที่ตนเองชื่นชอบนั่นแหละครับเพียงแต่การเฝ้าติดตาม Fed หรือที่เราเรียกว่าFed Watchนั้น เป็นไปเพื่อการทำนายและปรับปรุงสถานะของการลงทุน (Portfolio Adjustment) ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่ Fed ทำหรือต้องการทำมากกว่าเรื่องหลงใหลได้ปลื้มหรอก
ผมเลยเชิญชวนท่านมาเป็น Fed Watcher กันสักระยะหนึ่งนะครับ เราเอาประเด็นเดียวเน้นๆ เลย เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องลดQEนี่แหละ ขอเริ่มที่เป้าหมายของFedก่อนนะครับ แล้วเรื่องอื่นจะตามมาจนท่านผู้อ่านจะเข้าใจและติดตามได้ดีขึ้น
Fed ก็คงจะเหมือนกับธนาคารกลางทั้งหลายในประเด็นที่จะเป็นผู้ใช้นโยบายการเงิน (Monetary Policy) ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินหลักๆ ก็คือ การควบคุมปริมาณเงิน (Money Supply) และอัตราดอกเบี้ย Fed นั้นมีเป้าหมายหลักๆ 2 อย่างในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ คือ การจ้างงาน (Employment) และเสถียรภาพด้านราคา (Price Stability)
Fed จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในการที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการจ้างงานที่เหมาะสม ในสภาวะที่ราคาของสินค้าและบริการมีเสถียรภาพ การทำQEที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ที่Fedตัดสินใจที่จะเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบ เพราะระบบเศรษฐกิจของอเมริกามีการว่างงานในระดับสูง และระดับราคาสินค้าและบริการอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรเป็น ซึ่งหมายถึงสภาวะเงินฝืด (deflation) ทั้งนี้ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น จะต้องช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้มีการจ้างงานที่สูงขึ้น และระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้นฉุดให้ระบบเศรษฐกิจพ้นจากภาวะเงินฝืด
เป้าหมายที่ Fed ติดตามและเป็นเกณฑ์ที่จะพิจารณาลดการทำQE ในส่วนของระดับการจ้างงานและเสถียรภาพราคาก็คือ อัตราการว่างงานที่ไม่สูงกว่า 6.5% และอัตราเงินเฟ้อที่ 2% Fedจะใช้ตัวเลข 2 ตัวนี้เป็นหลักในการตัดสินใจว่าจะลดหรือไม่ลดการทำQEหรือไม่อย่างไร
ข้อเท็จจริงอีกประการที่สำคัญก็คือในตลาดการเงินของอเมริกา มีตัวเลขทางเศรษฐกิจมากมาย (จริงๆ ผมอยากจะบอกว่ามากเกินด้วยซ้ำไป) ก็เลยอยากจะบอกว่า (รู้สึกจะเคยบอกไปแล้ว) ขอให้เน้นพิจารณาตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและเงินเฟ้อเป็นหลัก ตัวเลขดังกล่าวอาทิเช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Non Farm Payroll),ดัชนีราคาทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต (Consumer Price Index, Wholesale Price Index) เป็นต้น
แน่ล่ะหากท่านสามารถจะprioritize ความสำคัญและให้น้ำหนักในการวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี ท่านจะพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย ก็คงจะไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร
คำถามต่อไปแล้วเราจะรู้ว่าเมื่อไหร่ ตลาดจะเล่นข่าวเรื่องลดQEล่ะ ก็คงต้องไปตั้งหลักที่ตารางการประชุม FOMC (Federal Open Market Committee) ในปี 2014 เอาเฉพาะที่เหลือนะครับจะมีดังนี้ 18-19 มีนาคม, 29-30 เมษายน, 17-18 มิถุนายน, 29-30 กรกฎาคม, 16-17 กันยายน, 28-29 ตุลาคม และ 16-18 ธันวาคม จะสังเกตว่า FOMC โดยปกติประชุม 2 วันเสมอ และบางทีก็มีการประชุมวาระพิเศษได้ แต่เท่าที่ผ่านมาไม่บ่อยนัก หลังจากนั้นจะมีสิ่งที่เราเรียกว่า Fed Statement ตามมา
นอกจากนี้ในการประชุมเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายนและธันวาคม จะมีการนำเสนอสรุปภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้ม รวมถึงการแถลงข่าวโดยประธานFedเพิ่มด้วย สำหรับปี 2557 นี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าFedจะทำการลดขนาดการทำQEไป จนกว่าอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อจะเป็นไปตามที่Fedตั้งเป็นเป้าหมายไว้คือไม่สูงกว่า 6.5% และไม่ต่ำกว่า 2% ตามลำดับ
ดังนั้นประมาณ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อยก่อนการประชุมก็น่าจะเป็นโอกาสที่ตลาดจะลง ผมใช้คำว่าเป็นอย่างน้อยก็เพราะว่าขึ้นกับภาวะตลาดในช่วงดังกล่าวเป็นสำคัญ หากเป็นตลาดแบบนิ่งๆ (Sideways) การปรับตัวก็คงไม่ต้องรีบร้อนนัก แต่หากเป็นตลาดกระทิง(Bull) ก็คงต้องระมัดระวัง เพราะมันจะมาเร็วและแรง
สุดท้ายอยากจะฝากไว้ว่าใครไม่เคยอ่าน Fed Statement ก็คงต้องไปหาอ่านกันเอาไว้บ้าง ผมส่วนตัวเวลาไม่แน่ใจหรือตลาดเกิดอาการเพี้ยนๆ สองสิ่งแรกที่ผมจะ"ปรึกษา”นอกเหนือจาก Technical Chart แล้ว ก็จะเป็นFed Statement นี่แหล่ะ อ่านไม่ยาก ได้ใจความ สื่อให้เรารู้ได้อย่างดีว่าอยากจะบอกอะไร สมควรอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางอื่นๆ ควรเอาเป็นแบบอย่างนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและเช่นเคย ทั้งหมดข้างต้นเป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ และโปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ครับ





