ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังมองไม่เห็นทางออก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน
โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งล่าสุดการที่กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ประกาศจะเข้าปิดล้อมอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 15 ม.ค. 2557 ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ความวุ่นวายทางการเมือง จะเข้ามากดดันการลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยตรง และเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหากย้อนอดีตไปพบว่า การปิดล้อมตลาดหลักทรัพย์เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนธ.ค.2551
โดยกลุ่มเครือข่ายต้านน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ 384 องค์กรได้เดินทางมาปิดล้อมอาคารตลาดหลักทรัพย์ เพื่อคัดค้านการที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ หรือเบียร์ช้างเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวให้เหตุผลว่าถ้าเบียร์ช้างสามารถเข้าตลาดหุ้นได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้ออื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทไทยเบฟฯ และเบียร์ยี่ห้อต่างๆ อีก 40% จะยิ่งเพิ่มการมอมเมาคนในประเทศมากขึ้น ซึ่งการชุมนุมในครั้งนั้นถือว่ามีความรุนแรง และกระแสการต่อต้านสังคมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นบริษัทเบียร์ช้างจึงตัดสินใจย้ายไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสิงคโปร์ แทน
การคัดค้านในครั้งนั้นดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเพราะลดกระแสความร้อนแรงลงไปได้เมื่อเวลาผ่านไป การต่อต้านแผ่วลง บริษัทไทยเบฟได้ส่งบริษัทในเครือเทกโอเวอร์ บริษัทโออิชิ กรุ๊ป ) และบริษัทเสริมสุข ต่อมาอีก 3-4 ปี บริษัทไทยเบฟก็ดำเนินการโอนหุ้นเข้าพอร์ตตัวเองและกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้ง 2 บริษัทไปอย่างง่ายดายและไม่มีกระแสต่อต้านเกิดขึ้น ซึ่งบริษัทไทยเบฟฯ สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การปิดล้อมตลาดหลักทรัพย์ในครั้งนี้ อาจจะไม่น่าจะมีผลกระทบ หากไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น
ซึ่งการที่ "จรัมพร โชติกเสถียร "กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ ออกมายืนยันว่า ตลาดหลักทรัพย์จะสามารถเปิดระบบทำการซื้อขายได้เป็นปกติ ถึงแม้ว่าการเมืองเริ่มมีสัญญาณความรุนแรงเพิ่มขึ้น ภายหลังที่กลุ่ม คปท. ประกาศว่าจะเข้าปิดล้อมอาคารตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ฯมีมาตรการในการรับมือในหลายระดับ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ โดยที่จะมีการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน
ในด้านโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ก็ประเมินว่า การปิดล้อมตลาดหลักทรัพย์ อาจจะทำให้เกิดความกังวลอยู่บ้างแต่คงไม่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงซึ่งดัชนีในระดับ 1200 จุด น่าจะยังรักษาฐานดังกล่าวไว้ได้ ยกเว้นกรณีการชุมนุมทางการเมืองจะเกิดการปะทะกันจนมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ดัชนีมีโอกาสลดลงไปถึงระดับ 1,100 จุด ดังนั้นหากนำระดับดัชนีในตอนนี้มาเปรียบเทียบกับดัชนีที่มีโอกาสลดลงต่ำสุด 6-14% หากเป็นนักลงทุนที่สามารถแบกรับความเสี่ยงในระดับดังกล่าวได้ ก็สามารถเลือกหาหุ้นที่ราคาปรับลดลงมาแรง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ที่น่าสนใจ
ฝ่ายวิจัยบล.ธนชาต ได้แนะนำหุ้นที่น่าลงทุนและมีความปลอดภัยสูงไว้หลายตัว โดยหุ้นที่มีราคาปรับลดลงแรงทำให้ระดับราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) เทียบเท่ากับในอดีต 9 ปีย้อนหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารและกลุ่มสื่อสาร ซึ่งหากใครรับความเสี่ยง กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ก็ไม่ควรปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป





