วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

สิ้นปีเส้นตายชี้ชะตาฟันด์ โฟล์ว

สิ้นปีเส้นตายชี้ชะตาฟันด์ โฟล์ว

สถานการณ์การเมือง ยังไม่มีสัญญาณความชัดเจนให้เห็นในเร็ววันนี้ การชุมนุมอาจจะต้องยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ด้วยความคิดที่หลากความเห็นทำให้หาข้อสรุปไม่ได้

จากการสำรวจความคิดเห็นของโบรกเกอร์ที่ดูแลลูกค้าต่างชาติเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ต่างชาติได้ปรับพอร์ตลงทุนมาพักใหญ่แล้ว และอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าไทยจะเคยเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาหลายๆ ครั้งและทุกครั้งก็ผ่านไปได้

แต่สิ่งที่ต่างชาติไม่ต้องการเห็นคือ การใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานานเกินไป เพราะเงินที่นำมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ล้วนมีต้นทุนด้วยกันทั้งนั้น หากมีสินทรัพย์หรือตลาดทุนในประเทศอื่นสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า เงินก็จะถูกโยกย้ายออกไปได้ทันที

หากย้อนดูตัวเลขของต่างชาติที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 8 ปีก่อนพบว่า แต่ละปีมีทั้งซื้อและขายสลับกัน ในปี 2548 ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 1.18 แสนล้านบาท ปี 2549 ซื้อสุทธิ 8.37หมื่นล้านบาท ปี 2550 ซื้อสุทธิ 5.37 หมื่นล้านบาท ปี 2551 ซึ่งประสบปัญหาวิกฤตการณ์เลห์แมนบราเธอร์มียอดขายสุทธิ 1.62 แสนล้านบาท ปี 2552 มียอดซื้อสุทธิ 3.81 หมื่นล้านบาท ปี 2553 ซื้อสุทธิ 8.14 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 ผลกระทบประสบปัญหามหาอุทกภัย มียอดขาย 5.29 พันล้านบาท

ในปี 2555 มียอดซื้อสุทธิ 7.68 หมื่นล้านบาท และล่าสุด 11 เดือนในรอบปี 2556 ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้มียอดขายสุทธิ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งถ้าพิจารณาตามรอบการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ยอดขายรอบล่าสุด ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าเท่าตัว หากเทียบกับยอดขายในอดีต

ทั้งนี้ มีอีกหลายๆ คนออกมาแสดงความเห็นว่า แนวโน้มเงินทุนต่างชาติจะไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอีก โดยเฉพาะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. เอเซียพลัส บอกว่า นับตั้งแต่ปี 2532 นักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 3.2 แสนล้านบาท ทั้งการลงทุนทางตรงและทางอ้อม และตอนนี้ทยอยไหลออกไปพอสมควรแล้ว คาดว่าจะเหลือเงินลงทุนไม่ถึง 1 แสนล้านบาท ดังนั้นหากสถานการณ์การเมืองไม่เลวร้ายไปกว่านี้ก็คงไม่น่าเป็นน่าห่วง แต่ถ้ายังคงยืดเยื้อหรือมีการปฏิรูประบบการปกครองแบบที่นักลงทุนต่างชาติไม่เข้าใจ ก็เชื่อว่าเงินทุนที่เหลือมีโอกาสจะถูกย้ายลงทุนที่อื่นแทน

สอดคล้องกับ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ ให้ความเห็นว่า ภาวะตลาดหุ้นปัจจุบัน ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งปัจจัยการเมืองและเรื่องปรับลดขนาดคิวอี (QE) โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ทั้งนี้ หากปัญหายังยืดเยื้ออาจมีผลทำให้ต่างชาติขายหุ้นออกอีก หรือไม่ก็นำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่น เช่น เวียดนาม จีน และสหรัฐ

บล.เมย์แบงก์กิมเอ็งให้ความเห็นว่า การเมืองรอบนี้ เป็นไปได้ที่จะทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอีก เพราะต้นทุนของนักลงทุนส่วนมากเข้ามาลงทุนปี 2552 ดัชนีอยู่ที่ 1,000 จุดเท่ากับว่านักลงทุนต่างชาติสามารถขายได้ตลอดเวลา เพราะยังมีกำไรรวมถึงยังมีปัจจัยจากต่างประเทศปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะฟื้น

ในปีหน้า เชื่อว่าฟันด์โฟล์วน่าจะไกลกลับเข้ามาเร็วที่สุดคือไตรมาส 2/2557 ในกรณีที่การเมืองจบได้เร็วตั้งแต่ไตรมาส 1 และถ้ากลับเข้ามาก็น่าจะเข้ามาราว 5 หมื่นล้าน ถึง 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินว่าลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่พร้อมที่จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และให้เวลาเพื่อจะปฏิรูปการเมือง แต่ไม่ควรใช้เวลาเกินไป ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาควรจะได้เห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ หากยังคงลากยาว ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อกระแสเงินทุนที่เคยลงทุนระยะยาว เพราะภาวะสุญญากาศทางการเมือง จะมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสามารถทำกำไร จนทำให้ต่างชาติสูญเสียผลประโยชน์อย่างมากในที่สุด