ตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปถึงสิ้นปี ยังจะยังคงมีความผันผวนขึ้นลง ตามปัจจัยที่เข้ามาอิทธิพลในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในประเทศ
ทั้งเรื่องสถานการณ์การเมือง ทั้งการยกระดับของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเข้ามาเป็นระลอก และยังไม่รู้ผลสรุปจะออกมาในรูปแบบไหน
ขณะที่ผลการตัดสินการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของมา ส.ว. ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกัน ล่าสุดประเด็นที่สภาพัฒน์ ออกมาประกาศปรับลดเป้าจีดีพีของไทยปีนี้เหลือเติบโต 3% หลังการเติบโตในไตรมาส 3 ของปีนี้ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทำให้บรรดาฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ ออกมาตอบรับทันที
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัสประเมินว่า ภาพรวมงวด 9 เดือนของปีนี้การขยายตัวของจีดีพีอยู่ประมาณ 3.7% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ประเมินไว้ 4%จากปีก่อน ขณะที่งวดไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าน่าจะเติบโตเพียง 1% ทำให้โดยรวมน่าจะทำให้ในปี 2556 การเติบโตน่าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3%
ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย รายงานกำไรงวดไตรมาส 3 ปีนี้ มีกำไรสุทธิ 2.04 แสนล้านบาท แม้จะเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้า 22% แต่กลับลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 17.5% ซึ่งภาพรวมต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เช่นกัน
ดังนั้นทำให้ต้องปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลงอีกครั้ง ล่าสุดคาดว่ากำไรปีนี้น่าจะเติบโต 8.5% จากเดิมที่คาด 14.7% และปีหน้า 13.3% จากเดิม 12.1% ทำให้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ เหลือ 1,394 จุด
แต่ในปีหน้ามีโอกาสขยับมาที่ 1,569 จุด ถ้าหากสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น โดยสามารถก้าวข้ามปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และรัฐสามารถผลักดันมาตรการเศรษฐกิจที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ โครงการลงทุนในสาธารณูปโภค 2 ล้านล้านบาท เดินหน้าต่อไป
สอดคล้องกับ ฝ่ายวิจัย บล.เคเคเทรด ระบุว่า หลังจากสภาพัฒน์ปรับลดเป้าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยแล้ว ฝ่ายวิจัยได้ปรับจีดีพีลดลงจาก 3.8% ปีนี้เหลือ 2.7% ขณะที่ปีหน้าปรับจาก 4.8% เหลือ 4.3% และนักวิเคราะห์ ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าที่ 1,620 จุด ดังนั้น เมื่อใดที่ดัชนีปรับลดลงต่ำกว่า 1,430 จุด แนะนำให้นักลงทุนรอรับซื้อ และถือในระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อรอทำกำไรส่วนต่างในปีหน้า
เช่นเดียวกับ ฝ่ายวิจัย บล.ดีบีเอส วิเคอร์ (ประเทศไทย) ประกาศปรับลดเป้าจีดีพีไทย ปีนี้ลงเหลือ 3.2% จากเดิม 4% ส่วนปีหน้าลดลงเหลือ 4.5%จากเดิม 5.2% ซึ่งนักวิเคราะห์ ยังเชื่อว่าปัจจัยทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อไปในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเกี่ยวกับร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่มาของ ส.ว. เข้าข่ายล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งประเมินว่า ถ้าผ่านภาวะ Overhang ทางการเมืองในช่วงนี้ไปได้ ตลาดหุ้นไทยจะดีขึ้น
โดยนักลงทุนจะหันมาให้น้ำหนักกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นลบกับตลาดหุ้นมากที่สุด คือความไม่ชัดเจนหรือความไม่แน่นอน ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายนอก คือปัญหาการคลังสหรัฐที่อาจจะเข้ามากดดันมากขึ้นช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ปีหน้า ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
เมื่อพิจารณาจากผลประเมินของโบรกเกอร์แล้ว ระยะสั้นจะเห็นว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลและยังคงกดดันตลาดหุ้นไทยยังเป็นปัจจัยทางการเมือง แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่า สังคมไทยจะผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ถึงแม้จะมีปัจจัยที่รุมเร้าหลากหลายรูปแบบ แต่หากเมื่อเศรษฐกิจยังเติบโตได้ บริษัทจดทะเบียน ยังมีกำไรเติบโตเช่นกัน ดังนั้น หากจะลงทุนในตลาดหุ้นไทยคงต้องมองกันให้ยาวๆ ถ้าระยะสั้นจะหวังกำไรส่วนต่างราคาหุ้นแล้ว คงจะมีโอกาสน้อยเต็มที





