นาวิก นำเสียง

ดูบทความทั้งหมด

กรรมการผู้จัดการ บริษัทซันเดโซลูชันส์​ จำกัด คณะกรรมการสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย [email protected]

27 สิงหาคม 2556
1,330

มองบวกได้บวก

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปต่างจังหวัดกับเพื่อนสนิทอีก 2 คน วันเดินทางปรากฏว่าฝนตกหนักมาก ทำให้สายการบินต้องเลื่อนเวลาเที่ยวบินให้ออกเดินทางล่าช้าไป 1 ชั่วโมง

เพื่อนของผู้เขียนหนึ่งในสองคน แสดงอาการอารมณ์เสียอย่างหนัก โทษฟ้าโทษฝน เนื่องจากเรา 3 คนจะพลาดเรือเร็วและต้องไปขึ้นเรือข้ามฟากแทนเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเกือบ 3 ชั่วโมง ซึ่งการเดินทางด้วยเรือข้ามฟากนั้นต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าเรือเร็วถึง 3 เท่า ผู้เขียนได้แต่ฟังเพื่อนบ่นจนเครียด (แทนเพื่อน) หันไปมองเพื่อนอีกคน กลับเห็นว่า เธอนั่งส่ง WhatsApp ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ (ยิ่งเป็นการยั่วยุให้เพื่อนที่อารมณ์เสียนั้นอารมณ์เสียมากขึ้น) เมื่อถูกถามว่า ไม่ร้อนใจบ้างหรือ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่เห็นจะต้องเดือดเนื้อร้อนใจ สายการบินประกาศเลื่อนกำหนดออกเดินทางก็ดีแล้ว เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัย ส่วนจะข้ามฟากด้วยเรือธรรมดาหรือเรือเร็วก็ถึงเหมือนกัน แค่ใช้เวลาต่างกัน ซึ่งก็ไม่รู้จะรีบไปทำไม เพราะไม่ใช่วันทำงาน แถมโดยสารเรือข้ามฟากยังประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าตั้ง 4 เท่า พูดจบก็ไม่สนใจใคร นั่งเล่น WhatsApp ต่อไป ส่วนเพื่อนที่อารมณ์เสียก็ยังบ่นเหมือนเดิม แต่คราวนี้เปลี่ยนไปเป็นแนว บ่นเกลียดฤดูฝน เพราะทำให้ชีวิตเธอต้องเดือดร้อนหลายอย่าง (ผู้เขียนคิดแล้วก็น่าสนใจ อะไรนะที่ทำให้สองคนเป็นเพื่อนสนิทกันได้ ทั้งที่มุมมองช่างต่างกันเหลือกัน!!!)
สถานการณ์เดียวกัน ต่างคนต่างมุมมอง และพฤติกรรมที่สะท้อนออกมาจากมุมมองที่ต่างกันก็ย่อมต่างกันด้วย มนุษย์เรานั้นการมองแง่ลบเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าและอยู่กับตัวเรานานกว่าการมองทางบวก แม้ว่าทุกคนจะยอมรับว่าการมองบวกทำให้ตัวเราและคนรอบข้างรู้สึกดีกว่าสบายใจกว่าก็ตาม มีรายงานการวิจัยจากหลายแหล่งต่างสรุปเหมือนกันว่า คนที่มองบวกมักจะได้รับเรื่องบวกๆเข้ามาในชีวิต
ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง ชื่อว่า Positivity ของ Barbara L. Fredrickson ซึ่งเป็นนักวิจัยทางจิตวิทยาเชิงบวก Barbara กล่าวว่า มุมมองทางลบทำให้เรามีจิตใจที่คับแคบลง ซึ่งตรงข้ามกับ มุมมองทางบวกที่ช่วยให้เรามีจิตใจที่กว้างขึ้น และยังเชื่อว่ามุมมองบวกก่อให้เกิดผลดีที่ตามมาอีกมากมาย เช่น Professor ที่ Hass พบจากงานวิจัยว่า หัวหน้างานที่มองบวกจะมีการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆได้ดีกว่า นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Northwestern พบว่า นักศึกษา MBA ที่มองเชิงบวกจะมีทักษะในการเจรจาที่ดีกว่า ส่วนนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Cornell พบว่าหมอที่มีอารมณ์ ความคิดที่เป็นบวกจะวินิจฉัยคนไข้ได้ดีกว่า เป็นต้น กล่าวโดยรวมแล้วมุมมองบวกทำให้เรามีภาวะจิตใจที่เข้มแข็ง ช่วยกระชับมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ช่วยลดภาวะเครียด สร้างภาวะภูมิคุ้มกัน ลดความดัน และส่งผลทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง
ในด้านการทำงานก็มีงานวิจัยที่ทำให้เชื่อว่า มุมมองบวกทำให้เราทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ และจะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น นักวิจัยชื่อ Marcial Losada ซึ่งถูกกล่าวถึงในหนังสือ Positivity ได้ทำการวิจัยกลุ่มคนทำงานที่มีผลงานในด้านการสร้างผลกำไรและการบริการลูกค้าต่างกัน 3 กลุ่ม พบว่า
กลุ่มที่ทำงานได้ดีเกินเป้าหมายจะมีอัตรามุมมองบวก/มุมมองลบ (positivity ratio) อยู่ที่ 5.6/1 กลุ่มที่ทำงานได้แต่ผลงานไม่ได้โดดเด่นจะมีอัตรามุมมองบวก/มุมมองลบ อยู่ที่ 2.9/1 ส่วนกลุ่มที่ทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายจะมีอัตรามุมมองบวก/มุมมองลบ อยู่ที่ 0.36/1 เท่านั้น
ยิ่งเราสามารถเพิ่ม positivity ratio ได้มากเท่าไร ยิ่งทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานมากขึ้นเท่านั้น โดยวิธีการในการเพิ่ม ratio นั้น ทำได้ด้วยการลดมุมมองเชิงลบ และเพิ่มมุมมองเชิงบวก
อันดับแรก ข้อแนะนำในการลดมุมมองเชิงลบ มีดังต่อไปนี้
1.เปิดใจรับความเป็นจริง เช่น เราไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด หรือไม่มีใครที่ทำอะไรถูกไปหมด ต้องมองความผิดพลาดเป็นบทเรียน ต้องให้อภัยตนเอง และคิดเสียว่าปัญหามีอยู่รอบๆตัวและมีหนทางแก้ไขเสมอ
2.เมื่อรู้ตัวว่าเรากำลังมองลบให้รีบหาทางเบี่ยงเบนตัวเอง เช่น การทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ การนั่งสมาธิ การออกกำลัง ฯลฯ เลี่ยงการเบี่ยงเบนด้วยการใช้ยา การดื่มแอลกอฮอล์ (หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหารที่มากกว่าปกติ) และเลี่ยงที่จะคุยเสวนากับคนที่มุมมองลบ
3.มองที่เป้าหมาย อย่าไปมุ่งคิดแต่อุปสรรค
ส่วนการเพิ่มมุมมองบวกให้กับตัวเองนั้น ให้หมั่นตรวจสอบอารมณ์บวกและตอกย้ำอารมณ์บวกของตนเองด้วยคำถามง่ายๆต่อไปนี้
1.ครั้งสุดท้ายที่ท่านดีใจจนยิ้มไม่ยอมหุบคือเมื่อไร และเป็นเพราะอะไร
2.นึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านรู้สึกว่าชีวิตท่านช่างโชคดีเหลือเกิน หรือเหตุการณ์ที่ใครสักคนได้เข้ามาช่วยเหลือท่านและท่านรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่ได้รับการช่วยเหลือ
3.เมื่อใดที่ท่านรู้สึกสงบและสบายใจ
4.นึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านรู้สึกเปิดกว้างในการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต เรื่องนั้นคืออะไร รู้สึกอย่างไร
5.นึกถึงสถานการณ์ที่ท่านรู้สึกเครียด กังวล แต่ในที่สุดผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเป็นเรื่องดีที่น่าประทับใจ
6.เมื่อใดที่ท่านรู้สึกภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง
7.นึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านหัวเราะสนุกสนานมีความสุขอย่างลืมตัว
8.นึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง
9.นึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก
10.นึกถึงเวลาท่านรู้สึกถึงความรักและมิตรภาพที่มีต่อผู้อื่นหรือผู้อื่นมีต่อท่าน

ผู้เขียนหวังว่า คำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ท่าน เพิ่ม positivity ratio ให้สูงขึ้นได้ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า โอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตจะมีมากขึ้นด้วย ผู้เขียนถูกใจวิธีการมองบวกของท่าน ว. วชิรเมธี จึงขอหยิบยกมากล่าวไว้ในตอนท้ายนี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยได้เห็นข้อคิดเรื่องนี้จากท่าน ว. วชิรเมธีมาก่อน

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ โอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ
เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเอียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกฝนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ
เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงมีความหมาย
เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิต
เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี
เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง
เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจนความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง
เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ
เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้วให้บอกตัวเองว่านี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง
เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม
เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์
เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด
เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบว่า "มารไม่มีบารมีไม่เกิด"
เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส"
เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต
เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

ดูบทความทั้งหมดของ นาวิก นำเสียง

แชร์ข่าว :
Tags: